January 28, 2026

มั่นใจปี 2569 ธุรกิจในเวียดนามโตต่อเนื่อง เร่งลงทุนขยายฐานผลิต-หนุนส่งออกตลาดโลก ขยายพอร์ตสินค้า HVA–SVP เพิ่มทางเลือก คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

SCGP เผยผลการดำเนินงานปี 2568 แข็งแกร่ง ทำรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท EBITDA 17,210 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท จากการบริโภคภายในประเทศและส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน พร้อมจ่ายเงินปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น ปี 2569 วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท และเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค บูรณาการการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robot: Cobot) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์ โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 100 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุนร้อยละ 25 กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374  ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 87-91 ในปี 2568 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

SCGP วางงบลงทุนปี 2569 รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569

SCGP ยังคงขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออกจำนวน 15 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อการรีไซเคิล การร่วมพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียวประเทศไทยของ Thailand Environment Institute (TEI) และการประยุกต์ใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับการยอมรับผ่านการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงรางวัล Best Sustainability Awards และรางวัล SET Awards of Honor: Best Innovative Company Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับมอบเก้าอี้รักษ์โลก ในโครงการความร่วมมือสร้างเมืองต้นแบบ “ไม่เทรวม” ระหว่าง กทม. และเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน โดยมี นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ SCGC เป็นผู้มอบ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยเบื้องต้นได้ส่งมอบเก้าอี้รักษ์โลก จำนวน 150 ตัว ซึ่งได้ผลิตตามปริมาณพลาสติกใช้แล้วที่ประชาชนร่วมกันคัดแยกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ “ไม่เทรวม” นั่นคือ การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และจัดการอย่างถูกวิธี โดยความร่วมมือครั้งนี้ ช่วยลดปริมาณพลาสติกใช้แล้วถึง 9,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า หรือเทียบได้กับการปลูกต้นไม้ถึง 770 ต้น ตอกย้ำการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เก้าอี้ 1 ตัว ใช้กล่องข้าวเป็นส่วนประกอบ 200 กล่อง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร มีปริมาณขยะเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ค่าใช้จ่ายในการกำจัดประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานที่เก็บขยะประมาณ 6,000 คน พนักงานกวาดถนนประมาณ 10,000 คน ในขณะที่ กทม. เก็บรายได้ได้เพียงประมาณ 1,600 ล้านบาท/ปี ซึ่งไม่เพียงพอกับค่ากำจัด ดังนั้นการลดและคัดแยกขยะ หรือบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอย่างยั่งยืน แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายสำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ โครงการ ‘ไม่เทรวม’ จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ไม่เทรวม ให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราร่วมมือกันจริงจัง บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วก็สามารถกลับมาเป็นประโยชน์ได้จริง ความร่วมมือกับ SCGC ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และยังช่วยกระตุ้นให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการคัดแยกขยะมากขึ้นด้วย เก้าอี้รักษ์โลกที่ทำจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีและกิจกรรมสาธารณะของกรุงเทพมหานครต่อไป”

ด้าน นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ SCGC กล่าวว่า “SCGC ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พลาสติกใช้แล้วจากพื้นที่สนามหลวง อาทิ กล่องใส่อาหาร แก้วน้ำ ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล พัฒนาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ High Quality PCR PP Resin ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMER โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ SCGC ในการปรับแต่งสูตรให้มีความแข็งแรง ทนทาน เหมาะกับการนำไปผลิตเป็นเก้าอี้รักษ์โลกที่สามารถใช้งานจริง นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบตามแนวทางของกรุงเทพมหานคร SCGC จึงได้สนับสนุนถุงขยะรักษ์โลก ซึ่งผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล จำนวน 17,500 ใบให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปมอบเป็นสิทธิพิเศษแก่สมาชิกโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการลดและคัดแยกขยะ เพื่อการจัดการขยะที่ดี และผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน”

สำหรับเก้าอี้รักษ์โลกนี้ผลิตจากพลาสติกใช้แล้วที่ประชาชนร่วมกันคัดแยกในกิจกรรมต่าง ๆ ที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น งานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และงานกาชาดประจำปี 2568 เป็นต้น ซึ่งกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริม อำนวยความสะดวก และแนะนำประชาชนผู้เข้าร่วมงานคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางตามแนวทาง “ไม่เทรวม” แยกขยะ เป็น 3 ประเภท เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และจัดการอย่างถูกวิธี ประกอบด้วย ขยะอินทรีย์ สำนักงานเขตพื้นที่นำไปหมักทำปุ๋ย และส่งต่อเกษตรกรเป็นอาหารสัตว์ ขยะทั่วไป เก็บรวบรวมส่งกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ และขยะรีไซเคิลคัดแยกเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เป็นการลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบ และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยนำมาผลิตเป็นเก้าอี้รักษ์โลกด้วยเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงจาก SCGC เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครต่อไป

เอสซีจีจัดงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ผลักดันการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและกำหนดนโยบาย มุ่งพลิกโฉม SMEs เปลี่ยนอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด เป็น Smart Industry เพิ่ม Productivity 2 เท่า หวังเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้มากกว่า 50% ส่งผลดัน GDP ไทยโต 4-5%

นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน ”Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน “Reinvent Thailand” โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน 

“ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมทั้งพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง

หัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้น 5 กลยุทธ์ คือ 1. ปกป้องตลาดในประเทศ :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ  2. ขยายการส่งออก : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า 3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) & Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้” 4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น  5. ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน

พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วยโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 - 400,000 ล้านบาท”

“หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง” นายชนะ กล่าวในตอนท้าย

SCGP มุ่งเพิ่มศักยภาพขยายตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารตามกลยุทธ์ จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ “Go-Pak International” ในเวียดนาม เพื่อดำเนินธุรกิจส่งออกและทำการตลาดให้กับบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้า รองรับเป้าหมายเติบโตในระยะยาว

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า บริษัทฯ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ล่าสุด ได้จัดตั้ง Go-Pak International Vietnam Company Limited (Go-Pak International) บริษัทย่อยแห่งใหม่ เพื่อเป็นบริษัทประกอบกิจการด้านการค้า (Trading entity) ในประเทศเวียดนาม ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31.5 ล้านบาท) โดยจะดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายเพื่อการส่งออกและการตลาดของบรรจุภัณฑ์อาหาร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ SCGP

“การจัดตั้ง Go-Pak International จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านบรรจุภัณฑ์ จากการเพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมศักยภาพการขายข้ามกลุ่มธุรกิจของ SCGP ในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและการบริหารต้นทุน สร้างโอกาสเพิ่มยอดขายมากยิ่งขึ้น และการเติบโตในระยะยาว” นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติม

Page 1 of 75
X

Right Click

No right click