

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสานต่อโครงการปันความรู้ KTC Knowledge Sharing ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรภายในองค์กรได้แลกเปลี่ยนความรู้จากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเอง เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานทั้งทักษะด้านความรู้ (Hard Skill) ควบคู่กับทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skill) พร้อมจุดประกายให้บุคลากรมุ่งพัฒนาตนเองต่อไปอย่างไร้ขีดจำกัด
ล่าสุด นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” ได้ร่วมเป็นวิทยากรในโครงการปันความรู้กับหลักสูตร Mastering Social Etiquette for Sales Success ให้กับทีมงาน Bank Relations จำนวน 50 คน เพื่อแนะนำเรื่องการเสริมภาพลักษณ์ด้านการสื่อสารอย่างมืออาชีพ รวมถึงเทคนิคการแต่งกาย การเสริมบุคลิกภาพ การวางตัว และมารยาททางสังคม
นางสาวเจนจิตเปิดเผยว่า Social Etiquette คือมารยาททางสังคมที่สะท้อนความใส่ใจ ความเคารพ และความเข้าใจในบริบทต่าง ๆ ของแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การทักทาย หรือแม้แต่มารยาทในการรับประทานอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความมั่นใจและภาพลักษณ์โดยรวมของบุคลากร ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเห็นคุณค่าและเคารพในตัวเอง เพราะเมื่อเรามั่นใจ คนอื่นก็จะสัมผัสได้ถึงคุณค่านั้นเช่นกัน
ทั้งนี้ การจัดอบรมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเคทีซี ในการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรเพื่อการบริการอย่างมีระดับและให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจมากที่สุด
เคทีซีเผยพฤติกรรมสมาชิกนิยมใช้บริการเช่ารถยนต์ในประเทศเพื่อท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ยืนพื้นที่เส้นทางยอดนิยม อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และ ชลบุรี ขณะที่เส้นทางเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) ได้แก่ อุบลราชธานี อุดรธานี น่าน และ ตรัง ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมสมาชิกนิยมเช่ารถยนต์รุ่นพิเศษ เน้นความพรีเมียม จึงได้ผนึกพันธมิตรรถเช่า “Budget Thailand” “Thai Rent A Car” และ “AVIS Rent A Car” มอบโปรพิเศษสำหรับสมาชิก ครอบคลุมบริการจองผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย พร้อมขยายบริการตัวเลือกรถยนต์รุ่นพิเศษ อาทิ MERCEDES BENZ C CLASS / MERCEDES BENZ E CLASS / HYUNDAI STARIA / TOYOTA VELFIRE และ TOYOTA ALPHARD เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับสมาชิกในการท่องเที่ยวเดินทาง
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต "เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวด Transportation โดยเฉพาะในกลุ่ม Car Rental หรือ การเช่ารถยนต์ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2568 – เดือนมีนาคม 2568 เติบโตขึ้น 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ เคทีซีจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรมอบโปรโมชันสำหรับสมาชิกเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทในการจองรถเช่าผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ดังนี้

1.Budget Thailand: จองรถเช่าราคาพิเศษเริ่มต้น 750 บาท / วัน และกรอกโค้ด: BGKTC36
เมื่อจองผ่าน https://budget.co.th/Bank/?PartnerCode=BGKTC36 ระยะเวลาโปรโมชัน: วันที่ 15 มีนาคม 2568 - วันที่ 30 มิถุนายน 2568 รายละเอียด https://www.ktc.co.th/promotion/travel/car-rental-rail-pass/budget
2. Thai Rent A Car: จองรถเช่าราคาพิเศษเริ่มต้น 850 บาท / วัน เมื่อจองผ่าน https://www.thairentalcar.com/ ระยะเวลาโปรโมชัน : วันที่ 1 เมษายน 2568 – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 รายละเอียด https://www.ktc.co.th/en/promotion/travel/car-rental-rail-pass/thai-rent-a-car
3. AVIS Thailand: จองรถเช่ารับส่วนลด 50 บาท / วัน (จากราคาหน้าเว็บไซต์) เมื่อจองและจ่ายทันทีผ่าน www.AVISThailand.com/KTC ระยะเวลาจอง : วันที่ 15 มกราคม 2568 – วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระยะเวลาเดินทาง : วันที่ 15 มกราคม 2568 - วันที่ 15 มกราคม 2569 รายละเอียด: https://www.ktc.co.th/promotion/travel/car-rental-rail-pass/avis-get-50
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE โทรศัพท์ 02 123 5000 หรือติดตาม โปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ
เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรักษาและเพิ่มพูนมูลค่าทรัพย์สินของตนเอง หนึ่งในวิธีการออมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เติบโต และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทองคำ คือ สินทรัพย์ที่มั่นคงและมีมูลค่าในระยะยาว
การออมเงินผ่านการฝากธนาคารหรือการลงทุนในกองทุนรวม ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการลงทุนในทองคำ ซึ่งแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ในการซื้อทองคำ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญนอกเหนือจากราคาทองคำในแต่ละวัน คือ “ค่ากำเหน็จ” ซึ่งเป็นค่าบริการในการผลิตทองรูปพรรณ เช่น แหวน กำไล หรือสร้อยคอ โดยปกติค่ากำเหน็จจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลาย และความประณีตของชิ้นงาน หากซื้อทองคำในรูปแบบการลงทุน เช่น ทองคำแท่ง ค่ากำเหน็จจะน้อยกว่าทองรูปพรรณหรืออาจไม่มีเลย (ทองคำแท่งไม่มีค่ากำเหน็จ แต่จะมีค่าบล็อค) ดังนั้นผู้ซื้อควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของการซื้อทองให้ชัดเจน หากซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือเก็บไว้เป็นทุนในอนาคต ทองคำแท่งอาจตอบโจทย์ได้มากกว่า ในขณะที่ทองรูปพรรณเหมาะกับการซื้อไว้สวมใส่หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ และเมื่อต้องการขายจะถูกหักค่าธรรมเนียม ค่ากำเหน็จ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่เกิน 5%* ของราคาซื้อคืนที่กำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์ของสมาคมค้าทอง (สคบ.) *หลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีซื้อ-ขายร้านเดิมเท่านั้น
เปรียบเทียบการซื้อทองคำด้วยเงินสดกับบัตรเครดิต
การซื้อทองคำสามารถทำได้ทั้งด้วยเงินสดและบัตรเครดิต ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน การซื้อด้วยเงินสด ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ดี ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ต้องมีเงินก้อนพร้อมจ่ายทันที และอาจเสี่ยงต่อการสูญหายหรือโดนขโมยหากพกพาเงินสดจำนวนมาก การซื้อด้วยบัตรเครดิต ช่วยให้ผู้ซื้อมีสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ทันที และสามารถใช้ประโยชน์จากโปรโมชั่นต่างๆ เช่น ผ่อน 0% ได้รับคะแนนสะสม อย่างไรก็ตาม อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม และหากไม่ชำระเงินตรงเวลา อาจเสียดอกเบี้ยสูง
สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตที่สนใจลงทุนในทองคำ
เคทีซีร่วมสนับสนุนการออมและการลงทุนของสมาชิกบัตรเครดิต โดยร่วมมือกับร้านทองชั้นนำ เช่น ห้างทองแม่ทองสุก ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ ห้างทองหวังโต๊ะกัง และออโรร่า (Aurora) เป็นต้น มอบสิทธิพิเศษที่หลากหลายเมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตเคทีซี ตามเงื่อนไขที่กำหนด
· ผ่อนชำระ 0%
· ใช้คะแนนสะสมแลกรับเครดิตเงินคืนหรือส่วนลด
การซื้อทองด้วยบัตรเครดิตที่มีแผนผ่อนชำระและสิทธิพิเศษดังกล่าว ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการออมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้ง่ายขึ้น โดยไม่กระทบต่อกระแสเงินสดใน แต่ละเดือน โดยมุ่งหวังให้ทุกการใช้จ่ายของสมาชิกไม่ใช่แค่การจับจ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง และการมีทองคำติดบ้านก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่า หากมีการบริหารจัดการการเงินที่รอบคอบและเหมาะสม
เคทีซีตอกย้ำแนวคิดสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และผู้อยากทำธุรกิจเสริม ส่ง “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ทางเลือกของคนไม่ท้อ ร่วมมือกับ “แตงไทยโพสต์” แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชน ธุรกิจแฟรนไชส์ที่กำลังเติบโต การันตีด้วยรางวัล SMEs Award สาขาอาชีพทำเงินแห่งปี ประจำปี 2567 เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจไปรษณีย์เอกชน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ชูจุดเด่นอนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที ด้วยวงเงินใหญ่สูงสุด 1 ล้านบาท และไม่ต้องมีคนค้ำประกัน

นางสาวเรือนแก้ว เกษมสวัสดิ์ศรี ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อรถยนต์ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ที่มีฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง หรือหาช่องทางมีรายได้เสริม เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่รวดเร็ว เหมาะสมและถูกกฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของคนที่มองหาธุรกิจและเงินทุนเพื่อไปต่อยอดความฝัน ความร่วมมือกับ “แตงไทยโพสต์” ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชนในครั้งนี้ เรามองเห็นศักยภาพของธุรกิจตัวแทนรับส่งพัสดุที่มีการเติบโตต่อเนื่อง และมีความหลากหลายในการบริการมากขึ้น ซึ่งระบบการให้บริการที่ทางแตงไทยโพสต์เป็นผู้คิดค้นและได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลเป็นเครื่องยืนยัน จะช่วยให้ผู้ใช้ระบบแฟรนไชส์ของแตงไทยโพสต์มีความมั่นใจว่าจะสร้างรายได้จากการทำธุรกิจอย่างได้ผล และการสนับสนุนเงินทุนจากสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถทำได้ง่ายขึ้น ด้วยจุดเด่นที่อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง พร้อมให้วงเงินใหญ่สูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนได้นานสูงสุด 84 เดือน ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน สามารถนำรถไปใช้ได้ตามปกติ และยังสามารถเลือกรับบัตรกดเงินสดเคทีซี พี่เบิ้ม ไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินได้อีกด้วย”

นายอัฒพล รอดขำ ผู้ก่อตั้ง “แตงไทยโพสต์ แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชน” กล่าวว่า “ธุรกิจแฟรนไชส์ของเราออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้ง่ายที่สุด ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูง และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการฝึกอบรมและสนับสนุนด้านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นใจ เราต้องการให้แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชนเป็นทางเลือกที่มั่นคงสำหรับคนที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ แตงไทยโพสต์มีการขยายแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศมากกว่า 1,000 สาขา โดยมีจุดเด่นของธุรกิจ คือ เราเป็นผู้พัฒนาระบบเองตัวจริง และสำหรับธุรกิจนี้ การเป็นบริษัทเล็กแบบเรา ทำให้สามารถดูแลได้สะดวก มีทีมงานที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้สมาชิกแฟรนไซส์ซีเผชิญปัญหาหน้างานคนเดียว และด้วยความร่วมมือกับ สินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้สนใจธุรกิจแฟรนไชส์ไปรษณีย์ที่กำลังมองหาเงินลงทุน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือได้ง่ายและสะดวกขึ้น ลดอุปสรรคสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ และสร้างโอกาสสำหรับผู้ต้องการขยายธุรกิจ ผู้ที่สนใจสมัครแฟรนไชส์ติดต่อผ่านเวบไซต์ http://www.tangthaiposts.com หรือเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/TANGTHAIPOST ”
ผู้ประสงค์จะสมัครสมาชิก “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนต์และบิ๊กไบค์ สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ www.ktc.co.th/loan/ktc-p-berm หรือติดต่อโทร. 02 123 5300 ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือผู้แนะนำผลิตภัณฑ์เคทีซีทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ขอสินเชื่อยังสามารถเลือกได้ว่าจะมาขอคำปรึกษากับเคทีซี พี่เบิ้ม ที่จุดบริการ “เคทีซี ทัช” ทุกสาขา หรือใช้บริการพี่เบิ้ม เดลิเวอรี่ (P BERM Delivery) เพื่อให้ทีมงานเดินทางไปรับสมัครถึงที่บ้าน
หมายเหตุ กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 21% - 24% ต่อปี
เคทีซีนำกลุ่มบริษัทฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ เผยไตรมาส 1/2568 ทำกำไรสุทธิ 1,861 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัวอยู่ที่ 107,093 ล้านบาท ควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ส่วนแบ่งตลาดสองเดือนแรกของปี 2568 สูงกว่าอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งลูกหนี้บัตรเครดิต ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร และลูกหนี้สินเชื่อบุคคล เดินกลยุทธ์สู่เป้าหมายธุรกิจ มุ่งขยายพอร์ตสินเชื่อรวมควบคู่การคุมคุณภาพสินทรัพย์ ภายใต้กรอบการให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรม
นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีอัตราการขยายตัวลดลง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของครัวเรือนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และมีภาระหนี้สูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 เคทีซีสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในทุกมิติสูงกว่าอุตสาหกรรมจากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยสัดส่วนลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 15.3% จาก 14.6% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มเป็น 13.5% จาก 12.4% และสัดส่วนลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน) เพิ่มเป็น 6.7% จาก 6.1%”
“แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยมีความอ่อนตัวลงมากกว่าที่คาด เคทีซียังเชื่อว่ากลยุทธ์ของเคทีซีในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยให้กลุ่มบริษัทมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในเชิงการตลาดเคทีซียังเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์ที่เน้นสร้างฐานสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล รวมถึงการคัดกรองคุณภาพพอร์ต จะทำให้เคทีซีสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อสิ้นสุดปี 2568 ทั้งมูลค่ากำไรที่สูงขึ้นต่อเนื่อง พอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัวประมาณ 4%-5% การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตในอัตรา 10% พอร์ตลูกหนี้บัตรกด เงินสด “เคทีซี พราว” ขยายตัวที่ 3% ยอดลูกหนี้ใหม่ของสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ที่ 3,000 ล้านบาท และ NPL รวม (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไม่เกิน 2%”
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีกำไรสุทธิ 1,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% ฐานสมาชิกรวม 3,486,729 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.97% พอร์ตสมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 2,796,551 บัตร เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 70,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากับ 74,053 ล้านบาท ขยายตัว 6.7% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.21% ขณะที่พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 690,178 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคล และดอกเบี้ยค้างรับรวม 34,857 ล้านบาท เติบโตที่ 5.2% NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.35% สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,953 ล้านบาท โดยเคทีซีได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่

สำหรับรายได้รวมของกลุ่มบริษัทเคทีซีในช่วงไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 6,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% (YoY) จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ รายได้ค่าธรรมเนียมด้านร้านค้า รายได้จากการเบิกถอนเงินสดและรายได้ค่าธรรมเนียม Interchange ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและหนี้สูญได้รับคืนลดลงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายรวม 4,433 ล้านบาทลดลง 1.6% (YoY) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง สำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมสูงขึ้นหลักๆ จากค่าธรรมเนียมจ่ายเพิ่มขึ้นตามปริมาณธุรกรรม และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมอยู่ที่ 35.1% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเท่ากับ 1,594 ล้านบาท ลดลง 5.3% (YoY) จากการตัดหนี้สูญที่ลดลง และต้นทุนทางการเงิน 439 ล้านบาท ลดลง 2.6% (YoY) จากการที่บริษัทมีเงินกู้ยืมลดลง
กลุ่มบริษัทเคทีซียังมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพรองรับการเติบโตในอนาคต ด้วยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับสูงที่ 18.3% และอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำที่ 1.58 เท่า ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 1.83 เท่า และอยู่ระดับต่ำกว่าภาระผูกพัน (Debt Covenants) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 เท่า และด้วยความสามารถในการรักษาเสถียรภาพในทุกช่วงวงจรธุรกิจ ซึ่งสะท้อนจากความสามารถในการสร้างผลกำไร การมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีและการรักษาตำแหน่งทางการตลาด บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงได้เพิ่มอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบัน เป็น “AA” จาก “AA-” ในวันที่ 9 เมษายน 2568 ทั้งนี้ เคทีซีมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นคงเหลือ 23,495 ล้านบาท และมีวงเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงไทยคงเหลืออีกจำนวน 2,000 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทมีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปี 2568 จำนวนทั้งสิ้น 11,000 ล้านบาท

นางพิทยากล่าวเพิ่มเติมว่า “เคทีซียังคงมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาว ตามประกาศของ ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending: RL) ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 โดยบริษัทได้มีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร ได้แก่ การเปลี่ยนประเภทหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อบุคคลระยะยาว การขยายระยะเวลาชำระหนี้ การปรับลดค่างวด เป็นต้น รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://www.ktc.co.th/about/news/measure”
“เนื่องจากเคทีซีเป็นสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงเป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้ชื่อโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โดยสมาชิกสามารถลงทะเบียนผ่าน https://www.ktc.co.th/khunsoo ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2567 - 30 เมษายน 2568 นอกจากนี้ เคทีซียังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยและเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่าน https://www.ktc.co.th/en/about/news/earthquake-aid-measures เคทีซีคาดว่ามูลค่าการช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการต่างๆ ข้างต้นจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินการของกลุ่มบริษัทในภาพรวม”