January 09, 2026

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) แถลงกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านรายงาน "10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568" โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม หลังผลสำรวจดัชนีชี้วัดนวัตกรรมพบจุดอ่อนสำคัญในการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติที่ยังคงสูงต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าโครงการ “การทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (PER) ระยะที่ 2” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและแก้ปัญหาช่องว่างด้านทักษะบุคลากร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยผลการตรวจวัดดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 หรือ Thailand SRI Index 2025 โดยระบุว่า สุขภาพมวลรวมด้าน ววน. ของไทยในปีนี้อยู่ที่ 7.77 คะแนน ซึ่งแม้จะลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบภายนอก แต่สะท้อนให้เห็นว่านักวิจัยไทยมีศักยภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้นถึง 2.48 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากังวลคือดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นถึง 1.37 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรายังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศสูงมาก

“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา แม้จะมีคะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปลี่ยนจากเม็ดเงินที่จ่ายออกนอกประเทศ มาเป็นการสนับสนุนงานวิจัยภายในประเทศแทน เราต้องเร่งปรับระบบให้เกิดการรวมศูนย์ มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการประสานทั้งงบประมาณ บุคลากร และแผนงานวิจัยให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริงต่อเศรษฐกิจของชาติ” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ กล่าวเน้นย้ำ

ทางด้าน ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ 10 นวัตกรรมระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1) AI ครองโลก 2) พลังงานยุคใหม่ และ3) การรักษาแบบล้ำยุค

กลุ่มที่ 1: AI ครองโลก

1. Collaborative Sensing (การรับรู้ร่วมอัจฉริยะ): บูรณาการข้อมูลเซนเซอร์ทั่วเมืองเพื่อแก้ปัญหาจราจรและภัยพิบัติอย่างแม่นยำ ในเมืองที่ซับซ้อน ข้อมูลจากจุดเดียวไม่พอ การบูรณาการเซนเซอร์รอบตัวด้วย AI จึงเป็น หัวใจหลัก ของระบบเมืองอัจฉริยะที่คาดการณ์อุบัติเหตุและจัดการจราจรได้อย่างแม่นยำ

2. Autonomous Biochemical Sensing (เซนเซอร์เฝ้าระวังอัตโนมัติ): ระบบแจ้งเตือนมลพิษและสุขภาพแบบเรียลไทม์ ปิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการรู้ตัวเมื่อสารพิษแพร่กระจายนั้น “สายเกินไป” เซนเซอร์ที่รายงานผล Real-time ตลอดเวลาจึงเป็น เครื่องมือเฝ้าระวัง ที่ขาดไม่ได้สำหรับความปลอดภัยทางอาหารและสิ่งแวดล้อม

3. Generative Watermarking (ลายน้ำดิจิทัล AI): สร้างความปลอดภัยในโลกข้อมูลข่าวสาร ป้องกันปัญหา Deepfake และการฉ้อโกงดิจิทัลที่กำลังคุกคามประชาชน วิกฤต Deepfake และข้อมูลเท็จกำลังทำลายความเชื่อมั่น ลายน้ำดิจิทัลที่มองไม่เห็นจึงเป็น เกราะคุ้มกันความจริง ที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยและสังคมดิจิทัล

กลุ่มที่ 2: พลังงานยุคใหม่

4. Structural Battery Composites (แบตเตอรี่ไร้น้ำหนัก): แก้ปัญหาการพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จากต่างชาติ มุ่งสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เบาและทรงพลังกว่าเดิม เพราะแบตเตอรี่แบบเดิมคือ “ภาระ” ของน้ำหนักใน EV และโดรน นวัตกรรมนี้จึง จำเป็น ต้องเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังให้เก็บไฟได้เอง เพื่อสร้าง “Massless Energy” ยืดระยะการเดินทางและปฏิวัติอุตสาหกรรมการบิน

5. Osmotic Power Systems (พลังงานจากความต่างความเค็ม): สร้างฐานพลังงานสะอาดที่มั่นคง (Base-load) ในพื้นที่ชายฝั่ง ลดภาระการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในภาวะที่แดดและลมไม่เสถียร พลังงานออสโมติกคือ ความหวังใหม่ ของ Base-load พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ 24 ชั่วโมงจากจุดบรรจบของน้ำจืดและน้ำเค็ม สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เมืองชายฝั่ง

6. Advanced Nuclear Technologies (นิวเคลียร์ปลอดภัย SMRs): แหล่งพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของ AI และ Data Center โดยไม่ทำลายโลก นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จึงเป็น ทางออกที่ปลอดภัยและคล่องตัว ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

7. Green Nitrogen Fixation (การผลิตปุ๋ยคาร์บอนต่ำ): พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีราคาแพง และมุ่งสู่มาตรฐานเกษตรสีเขียวระดับโลก เพื่อความมั่นคงทางอาหารและการไปสู่ Net Zero ภาคเกษตร จำเป็น ต้องลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติราคาแพง มาเป็นการใช้ไฟฟ้าสะอาดผลิตแอมโมเนียใกล้พื้นที่เกษตรแทน

 กลุ่มที่ 3: การรักษาแบบล้ำยุค

8. Engineered Living Therapeutics (จุลชีพออกแบบรักษาโรค): ยุคใหม่ของการรักษาโรคเรื้อรังที่เข้าถึงง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ต้องพึ่งพายานำเข้า เมื่อยาสมัยใหม่แพงจนเข้าถึงยาก การใช้ Synthetic Biology ออกแบบจุลชีพให้เป็น “โรงงานยาในตัวมนุษย์” จึง จำเป็น เพื่อลดต้นทุนการรักษาและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตในโรคเรื้อรัง

9. GLP-1s for Neurodegenerative (ชะลอสมองเสื่อม): การรับมือสังคมสูงวัยของไทยด้วย ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย การค้นพบว่ายากลุ่ม GLP-1 ช่วยชะลออัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ คือ กุญแจสำคัญ ในการลดภาระงบประมาณสาธารณสุขก่อนที่ความเสื่อมของสมองจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ

10. Nanozymes (นาโนเอนไซม์สังเคราะห์): นวัตกรรมต้นทุนต่ำที่จะเข้ามาแทนที่สารเคมีราคาสูง ทั้งในด้านการแพทย์และการบำบัดน้ำเสีย เพราะ เอนไซม์ธรรมชาติมีราคาแพงและเปราะบาง นาโนเอนไซม์จึงเป็น นวัตกรรมทดแทน ที่อึดและถูกกว่า มอบโอกาสใหม่ในการวินิจฉัยโรคและบำบัดน้ำเสียในราคาประหยัด

 นอกจากนี้ ศาสตราจารย์สมปอง ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของ 10 นวัตกรรมไทยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงอธิปไตยทางปัญญาของประเทศ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชาติ ตั้งแต่วิกฤตความมั่นคงทางยา การเผชิญหน้ากับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดังนี้

มิติที่ 1: การแพทย์และสาธารณสุข การปฏิวัติการรักษา “พึ่งพาตัวเอง” เพื่อลมหายใจที่ยั่งยืน ในอดีต คนไทยต้องฝากชีวิตไว้กับยาราคาแพงจากต่างชาติ แต่วันนี้ฉากทัศน์นั้นกำลังเปลี่ยนไป

1. “HERDARA” ยาชีววัตถุสู้มะเร็งเต้านม: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) สร้างปรากฏการณ์ปิดห่วงโซ่การผลิตยา trastuzumab biosimilar ได้สำเร็จและขึ้นทะเบียน อย. ได้เป็นครั้งแรก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องยา แต่คือการประกาศ “อธิปไตยด้านชีวเภสัชภัณฑ์” ที่จะลดราคายาให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้จริง และเป็นฐานการผลิตใหญ่ของภูมิภาคในอนาคต

2. CAR-T Cell เซลล์พิฆาตมะเร็งฝีมือคนไทย: ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็น “แพลตฟอร์มบริการจริง” โดยสามารถผลิตเซลล์บำบัดมะเร็งเม็ดเลือดได้เองภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าลุยสนามต่อไปคือ “มะเร็งชนิดก้อน” เพื่อยกระดับไทยสู่ฮับการรักษาขั้นสูงของโลก

3. ถอดรหัส “อ้วนลงพุง” สู่ “สมองเสื่อม”: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค้นพบกลไกชีววิทยาที่น่าตกใจว่าพฤติกรรมการกินและจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลถึงสมองโดยตรง นำไปสู่การได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2568 และกำลังต่อยอดเป็น “Preventive Health Tech” หรือชุดตรวจคัดกรองส่วนบุคคลที่จะช่วยชะลอสังคมผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมก่อนวัย

มิติที่ 2: วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สมองกลและห้วงอวกาศ “ปักหมุดไทย” ในเวทีโลก ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากำลังขยับขึ้นมาเป็น “ผู้สร้าง”

4. Thai-LLM ปัญญาประดิษฐ์หัวใจไทย: NECTEC/สวทช. เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจ “ไทยแท้” ทั้งบริบทและวัฒนธรรม แก้ปัญหา AI ต่างชาติที่ไม่เข้าใจเรา นี่คือรากฐานของ GovTech และ Enterprise AI ที่จะทำให้ข้อมูลของไทยมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน

5. ธงไตรรงค์บนสถานีอวกาศ ISS: ความร่วมมือระหว่าง ม.เกษตรศาสตร์, GISTDA และ NASA ส่งเพย์โหลดทดลอง “ผลึกเหลว” ขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าวิศวกรรมระบบของคนไทยผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ NASA เปิดทางให้ไทยเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์อวกาศ (Payload Developer) ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อข้อมูล

6. ร่วมค้นพบพัลซาร์ “แมงมุมแม่ม่ายดำ”: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) โชว์ศักยภาพการจัดการข้อมูลมหาศาล (Big Data) ร่วมกับเครือข่ายกล้องระดับโลก ค้นพบดาวคู่พัลซาร์ระบบพิเศษ พลิกโฉมความเข้าใจด้านฟิสิกส์พลังงานสูง และสร้างบุคลากรสาย Data Science ขั้นเทพให้ประเทศ

มิติที่ 3: เศรษฐกิจชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร ปากท้องและเศรษฐกิจ “ความมั่นคงที่กินได้” เมื่อโลกเผชิญวิกฤตอาหาร นวัตกรรมไทยคือคำตอบ

7. ข้าวเจ้า “ไบโอเทค 1” นักรบต้านเพลี้ย: BIOTEC/สวทช. พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ “เพลี้ยไม่กิน” แต่คนรัก เพราะอายุเก็บเกี่ยวสั้นและผลผลิตสูง ความสำเร็จนี้คือต้นแบบการทำเกษตรคาร์บอนต่ำที่ลดการใช้สารเคมี และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับกระดูกสันหลังของชาติ

8. Future Food แพลตฟอร์มติดสปีด: เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. ปฏิวัติวงการอาหารอนาคตด้วยการทำให้งานวิจัยกลายเป็นสินค้าบนหิ้งสู่ตลาดได้ในเวลาเพียง 6 เดือน (จากเดิม 2-3 ปี) ชูจุดแข็งวัตถุดิบไทยสู่แบรนด์ระดับโลก ทั้งโปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชัน

มิติที่ 4: ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและรากฐานทางสังคม การมองอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคต การเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง คือ หัวใจของความมั่นคง

9. SMR พลังงานสะอาดเพื่ออนาคต: สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP) ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าในทันที แต่สร้าง “กฎหมายและธรรมาภิบาล” ที่ทันสมัยที่สุดเพื่อรองรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาดในระดับสากลและดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคเข้าสู่ประเทศ

10. “ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง 29,000 ปี: การค้นพบโครงกระดูกที่สมบูรณ์ที่สุด ณ ถ้ำดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดย กรมศิลปากร ไม่ใช่แค่เรื่องประวัติศาสตร์ แต่คือการใช้ “Soft Power” ผ่านเทคโนโลยี 3D Scan และ Ancient DNA เชื่อมโยงรากเหง้าของไทยเข้ากับภูมิภาค เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานมรดก (Heritage Economy) ที่มีมูลค่ามหาศาล

 ปี 2568 คือ ก้าวสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศ ‘อธิปไตยทางปัญญา’ ผ่านกองทุน ววน. พร้อมด้วยหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) รวมถึงหน่วยรับงบประมาณ เพื่อพลิกบทบาทจาก ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ นวัตกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางวิชาการ แต่คือ การเปลี่ยนงบประมาณวิจัย ให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริง ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for ALL’ สกสว. มุ่งมั่นสร้างรากฐานนวัตกรรมที่กินได้ เพื่อพาคนไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน ในเวทีโลกสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ ศ.สมปอง กล่าวทิ้งท้าย

สกสว. จัดการประชุมระดมความเห็นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สู่จุดมุ่งเน้นที่สำคัญของ Creative economy และ soft power หนุนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

สกสว. จับมือ ทปอ. บพค. และภาคีเครือข่าย เร่งพัฒนากำลังคนและสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ’ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพันธุกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ บริการ และธุรกิจแห่งอนาคต

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และสถาบันอุดมศึกษาในเครือข่ายที่มีความพร้อมในการพัฒนางานวิจัยด้านชีวสารสนเทศ จัดประชุมภาคีเครือข่ายวิจัยชีวสารสนเทศ และเชื่อมโยงนักชีวสารสนเทศของประเทศไทย รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประจำปี พ.ศ. 2566 Thailand Bioinformatics Research Network (TBRN 2023) : Talent Pool and Stakeholder Engagement เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องจีโนมิกส์ โครงการวิจัยด้านสุขภาพ เพื่อรวบรวมและสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ของคนไทย เพื่อให้นักวิจัยใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการศึกษาวิจัยในอนาคตเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย ทำให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัย การรักษาอย่างจำเพาะและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และ รองศาสตราจารย์ ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยด้านจีโนมิกส์  ทั้งใน และต่างประเทศ กว่า 200 คน เข้าร่วมการประชุม

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า การดำเนินงานของแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการร่วมผลักดันแผนฯ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดบริการ การรักษาที่มีความแม่นยำสูง การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการให้บริการการแพทย์จีโนมิกส์จึงมีความจำเป็น ทั้งการจัดตั้งศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของอาสาสมัครไทยภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย และการพัฒนาระบบชีวสารสนเทศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค การออกแบบแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การทำนายโอกาสการเกิดโรค รวมไปถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านจีโนมิสก์และชีวสารสนเทศให้เพียงพอ และเชื่อมั่นว่าการจัดตั้ง “ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ” นั้น จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านชีวสารสนเทศของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ กล่าวเน้นย้ำถึงการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริม ววน. ว่า ได้จัดสรรงบประมาณ 2000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ genomics Thailand เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ในประเทศไทย และสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นท้าทายหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เช่น การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านจีโนมิกส์ การขาดความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน การขาดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่รองรับการวิจัยด้าน genomics เป็นต้น จึงได้เกิดการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกับ ทปอ. สกสว. บพค. จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าควรจัดตั้ง “ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ” ของประเทศไทย เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง การผลักดันการกำหนดมาตรฐานข้อมูล genomics ระดับประเทศ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตและภาคบริการ

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวถึงการดำเนินงานของ "แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย ว่า นับตั้งแต่ปี2563 เป็นต้นมา สกสว.ได้จัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ให้มีการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย ซึ่งเน้นการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยจำนวน 50,000 ราย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการแพทย์ สาธารณสุข และการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพของประชาชน โดยมีการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพันธุกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกองทุนส่งเสริม ววน. ได้เน้นพัฒนาการวิจัยในด้านการแพทย์จีโนมิกส์ในกลุ่มโรคต่างๆ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคติดเชื้อ โรคไม่ติดต่อ และโรคแพ้ยา โดยให้ความเห็นว่าความท้าทายสำคัญในปัจจุบันของประเทศไทยด้านชีวสารสนเทศ คือ การผลักดันส่งเสริมในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านชีวสารสนเทศ ตลอดจนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางพันธุศาสตร์ที่ทันสมัย และได้มาตรฐาน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับการดำเนินการด้านจีโนมิกส์ในปัจจุบัน ดำเนินการโครงการสำคัญในมิติต่าง ๆ  อาทิ โครงการการศึกษาพันธุศาสตร์ จีโนมระดับประชากร จำนวน 50,000 คน การสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมอ้างอิงของไทย เพื่อต่อยอด งานวิจัยและบริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ และ การศึกษากลุ่มผู้ป่วยหลายกลุ่มโรคที่สามารถศึกษาระยะยาวแบบไปข้างหน้า ฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นําด้าน Genomic medicine ระดับอาเซียน ภายใน 5 ปี อีกทั้งให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงบริการด้าน Genomic medicine อย่างมีคุณภาพต่อไป

สกสว. ร่วมมือ บพข. จัดสัมมนาเชิงนโยบาย “Technology Development in Thailand from Korean Perspectives: การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญเกาหลีใต้” เพื่อพัฒนานโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมนโยบายการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภาพการเติบโตของประเทศไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ธนาคารโลกและ สกสว. จะจัดทำรายงาน Policy Effectiveness Review (PER) เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคเอกชน โดยรายงานฯ จะพิจารณาแนวทางการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อประเมินความสอดคล้องของนโยบายปัจจุบันกับความท้าทายและจำเป็นของประเทศไทยในด้านนี้

Page 1 of 2
X

Right Click

No right click