February 26, 2021
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 805

23 TECHNOLOGY DEEP SHIFT พลิกโลกพลิกเรา

October 29, 2017 1622

ทุกๆ วัน มีหนังสือออกใหม่จำนวนมาก ทว่า หนังสือที่คู่ควรมีไว้เพื่ออ่านจริงจัง อ่านแล้วอ่านอีก อ่านแล้วคิดตามและคิดแย้ง อ่านแล้วยั่วให้อยากรู้ต่อ แล้วก็เก็บไว้บนหิ้งเพื่ออ้างอิง หวนกลับไปหาอีกเมื่อคิดถึงหรือต้องการในอนาคตนั้น นานๆ ถึงจะออกมาให้พวกเรา มีโอกาสได้เป็นเจ้าของกันสักคราหนึ่ง

 

The Fourth Industrial Revolution ของ Klaus Schwab จัดเป็นหนังสือประเภทนั้น

คุณต้องอ่าน หากต้องการหยั่งรู้อนาคต


มันจะช่วยให้คุณ Identify เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ (Megatrends) ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะมีผลกระทบต่อวิธีการดำเนินชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง


มันจะช่วยให้คุณ Form ความคิด ว่าจะดีลกับมันอย่างไร ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นผู้นำ ผู้ตาม เป็นนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักการเมือง ข้าราชการ นักบริหารราชการแผ่นดิน นักวางแผนกลยุทธ์ นักวิชาชีพ นักเรียนนักศึกษา หรือตำรวจทหาร


Klaus Schwab บอกว่าวิถีชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก เมื่อราว 10,000 ปีมาแล้ว ตอนที่เราเลิกจากการเร่ร่อนล่าสัตว์มาลงหลักปักฐานเพื่อทำเกษตรกรรมและนำสัตว์มาเลี้ยงแทนการล่า


การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น เป็นการนำเอาแรงงานสัตว์มาใช้ประโยชน์ในการผลิต ต่อยอดเพิ่มพลังให้กับแรงงานคน จนสังคมมนุษย์สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้น รองรับกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร จนเกิดเป็นสังคมเมือง และพัฒนาก้าวหน้าต่อมา


จนมาถึงจุดพลิกผันครั้งใหญ่อีกรอบ คือตอนที่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ซึ่งเริ่มขึ้นในอังกฤษ เมื่อปลายสมัยอยุธยาต่อธนบุรีต่อรัตนโกสินทร์ตอนต้น และพัฒนาด้วยอัตราเร่งแบบทีละเล็กทีละน้อย จนมาก้าวกระโดดในรอบไม่กี่ปีมานี้


Klause Schwab แบ่งยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มขึ้นในยุคอยุธยาตอนปลาย และดำเนินมาจนกระทั่งทุกวันนี้ (และกำลังจะดำเนินต่อไปในอนาคตอันใกล้) ออกเป็น 4 ยุค


The First Industrial Revolution/ The Second Industrial Revolution/ The Third Industrial Revolution/ และ The Fourth Industrial Revolution ซึ่งเป็นเรื่องราวที่หนังสือเล่มนี้ “ว่าด้วย” นั่นเอง

 

 

 

ยุคแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามการแบ่งของ Schwab เริ่มจากช่วงประมาณ พ.ศ. 2303 จนถึงประมาณ พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1760-1840 คือช่วงปลายอยุธยาจนถึงกลางรัชกาลที่ 3) โดยพลังผลักดันของจุดพลิกผันเชิงเทคโนโลยี คือการก่อกำเนิดเครื่องจักรไอน้ำและการสร้างเครือข่ายเส้นทางรถไฟนั่นเอง


ยุคสองของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในราวปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 หรือช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีการผลิตแบบ Mass Production โดยพลังผลักดันจากพัฒนาการของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและการจัดการผลิตแบบ Assembly Line


ยุคที่สามก่อเกิดในช่วงทศวรรษ 1960s หรือช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาจนถึงช่วงทศวรรษ 1990s (ประมาณ พ.ศ. 2533-2543) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอันเนื่องมาแต่การก่อกำเนิดของ Semiconductor และ Mainframe Computer (ในยุคทศวรรษ 1960s) และ Personal Computer (ระหว่างทศวรรษ 1970s-1980s) และสุดท้ายคือการอุบัติขึ้นของ Internet (ในยุค 1990s)


จากพื้นฐานการพัฒนาของยุคที่สาม ทำให้เกิดการต่อยอดสู่ยุคที่สี่คือยุคที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยี Digital ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทุกวงการ พร้อมทั้งเครื่องมือสื่อสารที่พัฒนาขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาไม่กี่ปี และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ขยายไปทั่วทั้งโลกในเวลารวดเร็ว

 

ขีดความสามารถที่เพิ่งขึ้นอย่างมหาศาลของเซนเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ชิป ตลอดจน Hardware/ Software ต่างๆ ที่ล้วนราคาถูกลง เป็นพื้นฐานให้มีการต่อยอดในเชิงเทคโนโลยีที่จะเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น Artificial Intelligence และ Machine Learning รถยนต์และหุ่นยนต์ช่วยผลิตแบบอัตโนมัติ (Industrial 4.0) นาโนเทคโนโลยี ตลอดถึงการค้นพบและสังเคราะห์วัสดุใหม่ๆ และ Quantum Computer และ Gene Sequencing หรือเทคนิคใหม่ๆอย่าง Crispr/ Cas9 ซึ่งจะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกิน การอยู่และอุตสาหกรรมการแพทย์ อาหารและยา หรือแม้กระทั่งการเกษตร


แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นับวันยิ่งจะจับต้องได้ ดังนั้นเราควรต้องตระหนักและร่วมกันคิดว่าจะดีลกับมันอย่างไร ต้องหาความร่วมมือในระดับโลก


Klaus Schwab ยังได้วิเคราะห์แยกแยะให้เห็นอย่างละเอียดว่า เทคโนโลยีที่เป็นตัวผลักดันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คืออะไร ทั้งในเชิง Physical, Digital, และ Biology


อีกทั้งยังวิเคราะห์และเสนอความเห็นว่า Megatrends เหล่านี้จะกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเมืองการปกครองในระดับประเทศและระดับโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมและปัจเจกชน อย่างไรบ้าง


ครอบคลุมผลกระทบทั้งในเชิงของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และลักษณะของงานบางประเภทที่จะเปลี่ยนไป ความคาดหวังของผู้บริโภค สินค้าแบบใหม่ที่อาศัยข้อมูลมาเพิ่มขีดความสามารถ เครือข่ายนวัตกรรม และแบบแผนการทำธุรกิจอย่างใหม่ ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดกับรัฐบาล กฎหมาย ประเทศต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งระบบความสัมพันธ์และประเด็นความมั่นคงในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำในสังคมและการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นกลาง ชุมชน และตัวตนในระดับปัจเจก


อีกทั้งยังโยงไปถึงประเด็นเชิงจริยธรรม การเชื่อมโยงระหว่างปัจเจก และการจัดการกับข้อมูลเชิงปัจเจกและข้อมูลสาธารณะ


ในความเห็นของเรา หนังสือเล่มนี้ต่อยอดมาจาก The Second Machine Age: Work, Progress, and Prosperity in a Time of Brilliant Technologies ที่เขียนโดย Erik Brynjolfsson และ Andrew McAfee เมื่อหลายปีก่อน


ทว่า ได้ลงลึกไปถึงรายละเอียดที่มีประโยชน์มากคือ การนำเอารายงานที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้สมสมัยแล้ว เรื่อง Deep Shift-Technology Tipping Points and Societal Impact มาตีพิมพ์เป็นภาคผนวก ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับหนังสือเล่มนี้อย่างอเนก เพราะมันคาดการณ์จุดพลิกผันของเทคโนโลยีแต่ละชนิดที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญอยู่นั้น ว่าน่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อใด ปีไหน ในความเห็นของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญที่ตอบแบบสอบถามทั้ง 800 กว่าคนนั้น อีกทั้งยังได้เขียนถึงผลกระทบเชิงลบเชิงบวกและเชิงที่ยังตอบไม่ได้ว่าจะลบหรือบวก แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมแหล่งข้อมูลอ้างอิงอย่างละเอียดยิบโดยการเปลี่ยนแปลงที่เก็งว่าจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ซึ่งภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้เลือกมาวิเคราะห์ จะมุ่งเจาะจงลงไปยังพื้นที่ของ 23 เทคโนโลยี ต่อไปนี้

เรื่อง : วิริญบิดร วัฒนา

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Sunday, 29 October 2017 04:54
X

Right Click

No right click