February 25, 2021
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 810

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ส่งผลต่อกลไกต่างๆ บนโลกไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงระบบการศึกษา ดังที่ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) สรุปให้กับ MBA ฟังว่า

หลังจากโลกยุคสังคมเกษตรก็มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดการฝึกฝนทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ลักษณะการเรียนการสอนจากยุคกรีกโรมันที่เป็นการสอนแบบ 1 ต่อ 1 หรือ 1 ต่อไม่กี่คนเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการมีสถาบันการศึกษาที่ชัดเจน เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนในด้านต่างๆ และเมื่อมีเรื่องของอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น รูปแบบการเรียนการสอนก็เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงในอุตสาหกรรมต่างๆ การศึกษาในยุโรปจะเน้นไปที่กระบวนการทำงานได้จริงเพิ่มขึ้น ขณะที่การศึกษาในสหรัฐอเมริกาจะเน้นการเรียนในห้องเรียน แต่มีระบบการทำวิจัย ส่งเสริมการตีพิมพ์ผลงานต่างๆ

ในโลกยุคปัจจุบันซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีการสื่อสารมีส่วนเปลี่ยนแปลงโลกอย่างชัดเจน จากยุค 2G สู่ยุค 5G ที่ความสามารถในการส่งและรับข้อมูลได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รูปแบบการเรียนการสอนก็มีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเมื่อเราต้องการรู้เรื่องอะไร สิ่งแรกที่เราทำคือการสืบค้นข้อมูลจากเครื่องมือค้นหาในอินเทอร์เน็ต รูปแบบการเรียนการสอนของทั้งโลกก็ปรับไปสู่ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น พร้อมกับแนวคิดการศึกษาที่ผสมผสานกับการทำงานจริงในภาคธุรกิจ และแนวคิดทางด้านนวัตกรรมที่ต่อยอดเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ

ในประเทศไทยระบบการศึกษาก็อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง คนไทยรุ่นใหม่ผู้เกิดมาในยุคดิจิทัล เรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น เราเริ่มเห็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการต่อยอดใช้เทคโนโลยีเพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ที่ทำงานแล้ว

ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า ยังจำเป็นต้องมีปริญญาหรือไม่? ในเมื่อเขาสามารถหาข้อมูลที่สนใจได้จากทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอบคำถามนี้ว่าสถาบันอุดมศึกษาสามารถตอบสนองความต้องการคนรุ่นใหม่ด้วยแนวคิดการเรียนการสอนที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้เรียน ผ่านการสร้างนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้จริง โดยสถาบันการศึกษาสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยให้ความรู้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ข้อมูลจริงที่เป็นปัจจุบัน โดยเราเริ่มเห็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มวิชาทางด้านธุรกิจมากขึ้น เป็นการผสมผสานองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ

“ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนจาก Teaching มาเป็น Coaching หรือ Mentoring ระบบ Coaching ก็คือแนะนำ ภายใต้ศักยภาพที่เขามี เหมือนกับต้องโค้ชผู้เรียน 1 ต่อ 1 หรือโค้ชแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นทีม ซึ่งเราจะเริ่มเห็นกีฬาจะมีโค้ชทีมรุก โค้ชทีมรับ โค้ชทีมพิเศษ โค้ชตัวต่อตัว ดังนั้นระบบการเรียนการสอนจึงเป็นลักษณะ Coaching” ดร.ธนวรรธน์ กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า

การเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นอกจากการโค้ชแล้วยังเน้นเรื่อง Mentoring คือใส่ใจกับชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้เรียน เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีระบบที่ช่วยบ่มเพาะในลักษณะธุรกิจพี่สอนน้อง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างผู้ประกอบการ การส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

รูปแบบการเรียนการสอนจะเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในโลกธุรกิจ นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากผู้ที่ทำงานตัวจริง และหากเป็นการเรียนแบบออนไลน์ก็จะต้องผสมผสานความบันเทิงเข้าไปในด้วย เป็นความท้าทายที่ระบบการเรียนการสอนจะต้องตอบสนองกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้เรียน และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

“สิ่งที่เราถ่ายทอดไปคือ เด็กต้องมีความสุข ฝ่ายกิจการนักศึกษาก็เริ่มถ่ายทอดกิจกรรมที่เด็กมีความสุข แล้วเราก็ทบทวนตลอดเวลา โอกาสคืออะไรเราเปิดทั้งหมด เช่น เขาอยากเต้นโคฟเวอร์แดนซ์เราก็ติดกระจกมากขึ้น และปล่อยให้เขาแสดงอิสระของตัวเองมากขึ้น เขาจะสนับสนุน LGBT เราก็ไม่ได้ขัด อย่างที่บอก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือ มหาวิทยาลัยแห่งโอกาส ทุกคนที่มีพลังบวกเราสามารถให้โอกาสได้ เราดำเนินการในหลายมิติเพื่อให้ใกล้ชิดกับคน Gen Z มากที่สุด เราไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ห่างกับเขา แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าใจและอยู่กับเขา และพร้อมพัฒนาในมิติที่เหมาะสมกับสังคม” ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

 

University of Practice

ดร.ธนวรรธน์ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่มหาวิทยาลัยหอการค้าเตรียมปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้เรียน เช่น ในการสอบต่อไปผู้เรียนอาจจะได้รู้ว่าทำผิดที่ใด ควรแก้ไขอย่างไร การเรียนและการประเมินผลจะต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์

แต่โจทย์ใหญ่สำหรับผู้บริหารสถาบันการศึกษาคือการเปลี่ยนโครงสร้างที่มีมายาวนาน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ใช้วิธีค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มนำ iPad มาใช้ในการเรียนการสอน ใช้ระบบการเรียนการสอนที่เรียกว่า Digital Hybrid Learning and iTunes U ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีสถิติการใช้งานเป็นอันดับ 2 ของโลก และได้รับรางวัล Apple Distinguished School ติดต่อกัน 4 ปีแล้ว

และเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ออนไลน์ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งคณะวิทยพัฒน์ (Extension School) เพื่อเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ และมีการทำหลักสูตรให้กับธุรกิจต่างๆ รวมถึงเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีออนไลน์ในหลากหลายสาขาเพิ่มขึ้น

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าเป้าหมายต่อไปคือการวางตัวเป็น AR VR Training Center โดยอยู่ระหว่างการวางรากฐาน เพิ่มเติมเทคโนโลยี AR (Augmented reality) เข้าไปในการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้อย่างสมจริงแม้จะอยู่ในห้องเรียนภายใน 3-5 ปี

นอกจากได้เรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ แล้ว การเรียนผสมผสานกับการปฏิบัติคือสิ่งที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มุ่งเน้น โดยจัดสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการสร้างผู้ประกอบการ เช่น Innovation Driven Entrepreneurship Center (IDE Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ร่วมโครงการ MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program (MIT REAP) โครงการที่มุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผ่านนวัตกรรม โดยปัจจุบันมีการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การร่วมมือกับ Alibaba.com จัดตั้งศูนย์อบรมและดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ชที่จะช่วยผลักดันให้นักศึกษาได้ปฏิบัติการจริงในโลกอีคอมเมิร์ชมากขึ้น

ขณะเดียวกันวิชา IDE 101 ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจ ก็ได้รับการบรรจุให้นักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยทุกคน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์ทางด้านธุรกิจผ่านการปฏิบัติ มหาวิทยาลัยยังเปิดสอนวิชาใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้เรียนเช่น วิชา Design Your Life เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดใช้สอนในระดับปริญญาตรี เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่าควรจะใช้และกำหนดทิศทางชีวิตอย่างไร

“เพราะเราจะเน้นเรื่องการปฏิบัติจริงมากขึ้น ระบบการเรียนการสอนจะเป็นระบบการเรียนการสอนที่ปฏิบัติจริง” ดร.ธนวรรธน์ กล่าวและเสริมต่อถึงสิ่งที่จะได้เห็นจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่อไปว่า

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะสนับสนุนให้คณาจารย์ทำวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และเพิ่มพูนประสบการณ์จริงของผู้สอนในโลกธุรกิจ การเรียนการสอนจะมุ่งเน้นที่การปฏิบัติจริง ช่วยให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการประกอบอาชีพต่างๆ ตามสาขาที่เรียน เพื่อเตรียมตัวผู้เรียนให้พร้อมกับการออกไปทำงานในโลกธุรกิจจริง และที่สุดคือ ผู้เรียนจะต้องมีคุณธรรม สามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ โดยรู้จักมารยาทและมีคุณธรรมในการทำงานซึ่งจะสอดแทรกไปในการเรียนการสอน

จากความสำเร็จในประเทศไทย อีกเป้าหมายหนึ่งในการบริหารงานของ ดร.ธนวรรธน์ คือ การทำให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำทางด้านการค้าและบริการของอาเซียน โดยเริ่มจากการเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทในเมียนมา และปัจจุบันเพิ่มหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาเอก ซึ่งมีผลตอบรับที่ดี จัดเป็นมหาวิทยาลัยต่างชาติลำดับต้นๆ ของเมียนมา

“ศิษย์เก่าของเราคือบรรดานักธุรกิจชั้นนำ 200 อันดับแรกของเมียนมา เราต้องการเปิดตลาดไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ เราต้องการเป็นมหาวิทยาลัยอินเตอร์ ซึ่งการเป็นอินเตอร์คือต้องการให้เข้ามาเรียนกับเราและเราออกไปที่ประเทศนั้นๆ” ดร.ธนวรรธน์อธิบาย

มหาวิทยาลัยมีแผนจะเพิ่มจำนวนประเทศที่เปิดการเรียนการสอนมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการศึกษาแผนงานที่จะนำเอาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไปสู่ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ต่อไป

สร้างเด็กหัวการค้า

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการสร้างผู้ประกอบการ การมีหอการค้าไทยเป็นเจ้าของ ทำให้สามารถเชิญผู้ประกอบการตัวจริงมาร่วมให้ความรู้และสร้างบรรยากาศด้านธุรกิจภายในสถาบัน กระตุ้นให้นักศึกษาเกิดแนวคิดแบบธุรกิจเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเรียนในสาขาวิชาใด

ดร.ธนวรรธน์ ยกตัวอย่างว่า “เรียนนิเทศเขาเป็นนิเทศแต่เขามีความคิดความอ่านแบบธุรกิจมากขึ้น ทุกกระบวนวิชาจึงเป็นความคิดแบบธุรกิจทั้งหมด เศรษฐศาสตร์จะต้องต่อยอดไปธุรกิจ มนุษยศาสตร์ก็ใช้ในเชิงธุรกิจ เนื่องจากบรรยากาศเป็นธุรกิจ เราเป็นอธิการบดี เราพูดอะไรในเชิงธุรกิจ เศรษฐกิจ ลงไปที่คณะเราก็ส่งข้อมูลไปว่าเกี่ยวกับธุรกิจ พอไปที่นักศึกษาก็เป็นเศรษฐกิจธุรกิจ เราคงไม่สามารถหล่อหลอมให้ทุกคนเป็นนักธุรกิจได้ แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะใส่เสื้อเด็กหัวการค้าเวลามาทำกิจกรรม หล่อหลอมตัวตนของเขา เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังไปโดยปริยาย”

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เต็มไปด้วยโอกาส เราเปิดโอกาสให้กับทุกๆ คน ส่วนนี้เป็นเรื่องของดีเอ็นเอ เรื่องระบบนิเวศ และวัฒนธรรมของการทำงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แต่เป็นวัฒนธรรมที่ต้องผสมผสานระหว่างคน Gen X กับ Gen Y

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า การจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยทำมาอย่างต่อเนื่อง ทีมผู้บริหารตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน และเป็นโชคดีของสถาบันที่อาจารย์ทุกคนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขยายต่อไปทั่วมหาวิทยาลัย

ประกอบกับสไตล์การบริหารงานของ ดร.ธนวรรธน์ ที่ตั้งอยู่บนฐานของการใช้ข้อมูล เน้นการใช้ Data Analytic โดยนำประสบการณ์จากการบริหารงานศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐและภาคธุรกิจ จนเป็นที่ยอมรับของสังคมมาปรับใช้ในการบริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยตามเป้าหมายที่จะสร้าง เด็กหัวการค้า


เรื่อง / ภาพ : กองบรรณาธิการ

กระแสเทรนด์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงสถาบันอุดมศึกษา

“ไม่มีแสงสว่างใด เสมอด้วยปัญญา” คำแปลจากพุทธศาสนสุภาษิต “นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา” ที่บรรจุอยู่เหนือ “ธรรมจักร”

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มองปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ว่า 

จากการที่อัตราการเกิดของประเทศไทยต่ำลงส่งผลถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้ชัดเจนจากจำนวนผู้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งลดลง ขณะเดียวกันการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติก็สะท้อนให้เห็นค่านิยมของผู้ปกครองไทยที่ตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ ลดความไว้วางใจกับระบบการศึกษาของไทยลง และอีกกระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นมา คือการเรียนการสอนออนไลน์แบบไร้พรมแดนที่มีให้เห็นชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลต่อความคิดเห็นของคนต่อการคงอยู่ของสถาบันการศึกษาที่เคยมีมา 

จากความท้าทายทั้ง 3 ด้านข้างต้น ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลรุนแรงมากต่อมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนและผลกระทบนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปทั้งวงการต่อไป โดยหนทางแก้ไขที่เขามองในฐานะที่สวมหมวกประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง คือ การเน้นคุณภาพ  

“หลักสูตรที่ไม่มีคนเรียนก็จะต้องปิดหรือปรับปรุงใหม่เพื่อดึงดูดคน มหาวิทยาลัยจะเน้นปริมาณไม่ได้แล้ว ต้องเน้นคุณภาพจริงๆ สองลูกค้า ต้องลูกค้าต่างประเทศแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีคนจีนมาเรียน CLMV แอฟริกา หรือต่างประเทศที่สนใจประเทศไทย เขาสนใจไทยเพราะราคาถูกและมหาวิทยาลัยชั้นนำของเขาจำกัด”  

ในเรื่องความนิยมหลักสูตรนานาชาติก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรโดยจะต้องเร่งจัดทำโดยเร็ว ให้ตอบรับกับกระแสความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับกระแสการเรียนออนไลน์ที่กำลังแรงขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนดีๆ ทั่วโลกได้ โดยได้รับปริญญาจากการเรียนนั้น 

“ยังไม่มีออนไลน์ที่ให้ปริญญา ออนไลน์ควรให้ปริญญาได้ด้วย คนไทยให้คุณค่ากับปริญญา ดังนั้น ถ้าจะดึงดูดให้ออนไลน์ ก็ต้องให้ปริญญาเขา 3 เรื่องนี้ ในเมื่อครูที่เก่งที่สุดในโลกอยู่ที่ MIT อยู่ที่คาร์เนกี้ เมลลอน อยู่ที่ฮาเวิร์ด ทำไมจะเรียนกับเขาไม่ได้ อินเทอร์เน็ตเราก็เร็วแล้ว แต่พอเรียนกับเขากลับบอกว่าไม่ให้หน่วยกิต แล้วใครจะเรียน เพราะสุดท้ายคนก็เลือกปริญญา” 

ในส่วนของ สจล. การรับมือกับความท้าทายทั้ง 3 ประการมีการเตรียมการไว้ โดยในด้านคุณภาพเป็นนโยบายที่จะมุ่งเน้นคุณภาพด้านการศึกษา หลักสูตรจะต้องอ้างอิงกับมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก อาจารย์ต้องจบจากต่างประเทศหรือหากจบในประเทศก็ต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษ และต้องมีผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์ มีการประเมินการเรียนการสอนทุกปี  

ด้านความเป็นนานาชาติ ก็มีนโยบายที่จะให้ สจล. มีหลักสูตรนานาชาติมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา 2 ปี และบางคณะเช่นวิศวกรรมศาสตร์ จะต้องเป็นนานาชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตบัณฑิตที่แข่งขันได้ในตลาดโลก  

ด้านการเรียนรู้ออนไลน์ สจล.ร่วมมือกับหัวเหว่ยพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์กที่หัวเหว่ยบอกว่าดีที่สุดในโลก  และมีการตั้งคณะกรรมการดิจิทัลยูนิเวอร์ซิตี้ใน สจล. เพื่อทำการเรียนการสอนออนไลน์ Open Courseware ที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ และอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานการอุดมศึกษา (สกอ.) เรื่องการให้ปริญญาจากการเรียนออนไลน์ 

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ สจล. ที่วางไว้ว่า จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่อยอด เพื่อยกระดับประเทศไทย ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  

ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าวถึงกลยุทธ์ของ สจล.ว่า “ที่เอาแพทย์กับวิศวะมาเย็บติดกัน เป็นแพทย์วิจัย แพทย์นวัตกรรมเพื่อสร้างองค์ความรู้และพึ่งพาตนเองได้ เอามาต่อยอด เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทางด้านดนตรีไปไกลมาก สจล.ก็เปิด วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต เรียนวิศวกรรมดนตรี เด็กที่รักดนตรีแต่เก่งคณิตศาสตร์ก็มาเรียนได้ ทางด้านการบิน นักบินขาดแคลน ทางสจล. ก็เปิดวิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ หรือ IAAI ผลิตนักบินที่มีความรู้ทางด้านวิศวกรรมอากาศยานและการซ่อมบำรุง เอาจุดแข็งขยาย และสุดท้ายคือ ร่วมมือกับคนที่เก่งที่สุดในโลก เราอยากจะสู้กับสิงคโปร์ คิดเองเออเองไม่ได้ ต้องเอาคนที่เก่งกว่าสิงคโปร์มาร่วมกับเรา เอาคนที่ 1 ของโลกมาช่วย นี่คือกลยุทธ์” 

 

ผสานเครือข่าย ผลักดันคนใน 

กลยุทธ์ที่ สจล. วางไว้ ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยง่าย ดังนั้นวิธีการในการไปให้ถึงเป้าหมาย ศ.ดร.สุชัชวีร์ จึงใช้วิธีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับโลก เพื่อผลักดันคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและงานวิจัยของ สจล. ให้ก้าวสู่ระดับโลกดังที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ 

อธิการบดี สจล. ยกตัวอย่างการทำงานวิจัยว่า “เราต้องการทำให้เป็นระดับโลกให้ได้ ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยตีพิมพ์ในประเทศ งานวิจัยที่เป็นการประชุมวิชาการ แต่มีระดับวารสารวิชาการระดับโลกยังไม่มากเท่าที่ควร เราจะเน้นคุณภาพ แล้วจะทำได้อย่างไร ก็คบกับคนที่เก่งที่สุดในโลก ทำงานร่วมกัน ก็เข้าได้ ทำคนเดียวก็เข้าไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่านี่คือใคร อาจารย์คนนี้คือใคร เอาคนที่เก่งที่สุดมาช่วยเทรนคนของเรา ร่วมงานวิจัยกับเขา อย่างนี้ได้ ไม่ใช่แค่งานวิจัยหลักสูตรเขาทันสมัยกว่าเรามากเป็นสิบปี ไปคิดเองเออเองไม่ได้ เพราะโลกหักศอกแล้ว หากอยู่เฉยๆ ก็สูญพันธุ์ไปเลย” 

ทั้งหมดนั้นเพื่อสร้างผู้นำไทย ที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ให้นิยามผู้นำสำหรับประเทศไทยว่า ต้องมีทักษะด้านภาษา  มีความเข้าใจในเทคโนโลยีต่างๆ และรู้จักการให้ 

“ผู้นำไทยยุคนี้ต้องเป็นอย่างนี้ อยู่บนเวทีต้องฉะฉาน อาจจะสำเนียงไม่เท่าเขาแต่ฉะฉาน สอง เข้าใจเทคโนโลยี พูดเรื่องบิ๊กเดต้ารู้เรื่อง พูดเรื่องเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นอย่างไร พูดได้ พูดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ คือคนที่เป็นนักเรียนที่เรียนดีจะดูดซับเรื่องพวกนี้ได้ง่าย และสุดท้ายคือรู้จักการให้ ไม่ทิ้งคนไว้เบื้องหลัง สร้างความเท่าเทียม ความเป็นธรรม ถ้าสร้างไปได้ปีหนึ่งเป็นหมื่นเป็นแสนคน คิดดูประเทศไทยเปลี่ยนแน่นอน”  

 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ความเชื่อมั่นผลักดันเทคโนโลยีไทย 

ประเด็นหนึ่งในการพูดคุยกับ  ศ.ดร.สุชัชวีร์คือการถ่ายทอดและการ-คิดค้นเทคโนโลยี ศ.ดร.สุชัชวีร์มองว่า มหาวิทยาลัยคือจุดที่ดีที่สุดในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่ภาคเอกชน “คนที่จะดูดซับเทคโนโลยีได้ทุกที่ (ประเทศ) คือมหาวิทยาลัย ไปให้เอกชน เขาก็ต้องปั๊มเอาเงินก่อน มหาวิทยาลัย อาจารย์ต้องตีพิมพ์ ถ้าไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ผลงานไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ มีแรงจูงใจโดยธรรมชาติของความเป็นมหาวิทยาลัย และเด็กต้องไปดูดซับ ถ้าไม่ดูดซับก็เขียนปริญญานิพนธ์ไม่ได้ แต่รัฐไม่เคยเข้าใจ จนวันนี้ที่จะเริ่มดีขึ้น คนที่ดูดซับได้ดีสุดคือมหาวิทยาลัยเพราะถูกบังคับโดยธรรมชาติ และมีผลประโยชน์โดยธรรมชาติ ญี่ปุ่นจีนทำอย่างนี้ทั้งนั้น” 

ขณะเดียวกันการจะกระตุ้นให้คนไทยที่มีความสามารถมากมายเป็นที่ยอมรับในแล็ปทั่วโลก ผลิตผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริงได้ ความเชื่อ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งสร้าง  

“ต้องเริ่มด้วยความเชื่อก่อนว่าเราทำได้ คนไทยกับรัฐไม่เชื่อว่าคนไทยทำได้ ซื้อวันนี้ถูกกว่าของดีกว่าทำเองอยู่แล้ว ตอนผมเด็กๆ อายุ 4 ขวบผมไปซื้อถ่านไฟฉายมา 3 ก้อนเอาหนังสือพิมพ์พันเอายางรัดแล้วไปซื้อหลอดไฟมาติด ทำไฟฉายเอง มันน่าเกลียดมาก พ่อผมบอกว่าไงรู้ไหม เอ้เก่งจังเลย ลูกทำได้อย่างไร เก่งมาก แล้วพ่อผมเอาไปใช้ ก็ตลกมาก มันห่วยมาก ไฟฉายนั้นสร้างศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในเมืองไทย สร้างคนที่เข้าเอ็มไอทีได้ ผมทำบัดกรีไฟจะไหม้บ้านหลายรอบ ทำเสียงนกเสียงกาไปติดไว้ตามโอ่งพอน้ำเต็มแล้วมันร้อง แล้วพ่อจะเปิดเข้าไปทีมีเสียงอะไรอย่างนี้ พ่อผมไม่เคยรำคาญ ผมเลยมาเป็นศาสตราจารย์ เพราะพ่อผมเชื่อ พ่อผมคือรัฐ ไฟฉายทุเรศไหม แถมแพงกว่าที่พ่อจะไปซื้อ ใช้งานก็ห่วย”  

ภาครัฐจึงต้องให้ความเชื่อถือกับ ผลงานของนักวิทยาศาสตร์นักประดิษฐ์ของไทยเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และพัฒนากลายเป็นผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเอง  

“อันแรกมันห่วย มันแพงอยู่แล้ว แต่ทำให้เกิดสิ่งต่อไป ทุกคนผ่านอย่างนี้มาหมด ญี่ปุ่น เกาหลี จีน แต่รัฐต้องเป็นผู้ซื้อ เป็นผู้รองรับก่อน ยกตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ ผมไปทำรากฟันเทียมมา 100,000 บาท มี 3 ชิ้น ทำที่เยอรมนีกับสวิส คนแก่เมืองไทยเป็นล้านคนต้องใช้รากฟันเทียมหลายล้านซี่ ทำเองซี่แรกก็ห่วย ซี่ที่ล้านจะสมบูรณ์แบบไหม แต่ไม่ถึงซี่ที่ล้านเสียที เพราะรัฐไม่ยอมซื้อ ซี่ที่ร้อยที่พันก็บอกว่าไม่เอาแล้ว เหมือนคุณเลี้ยงลูก ต้องปั้นเขา เชื่อว่าเขาทำได้ คนไทยฉลาดอยู่แล้ว มีพรสวรรค์แต่คุณเป็นพ่อแม่ คุณปล่อยให้เขาไปทำเองไม่ได้” 

 

ว่าด้วยความเป็นผู้นำ 

ศ.ดร.สุชัชวีร์มองปัจจัยที่ทำให้ สจล. รักษาความเป็นผู้นำด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า ประกอบด้วย ความกล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การสร้างผู้นำ “กล้าใช้คนจากต่างประเทศ กล้าให้ราคาแพงๆ กล้าให้เด็กรุ่นใหม่ มาเป็นผู้บริหาร ให้เด็กใหม่เป็นผู้เจรจา กล้าให้ทุนไปทำอะไรต่างๆ” 

สิ่งที่สังคมจะเห็นได้จากผลผลิตของ สจล. คือทักษะของบัณฑิตที่ผลิตออกไป มีความสามารถด้านภาษา มีความเป็นผู้นำ มีแนวคิดใหม่ๆ มีหลักสูตรใหม่ๆ ที่ตอบรับความต้องการของประเทศ เพราะนักศึกษาได้เห็นตัวอย่างจากในสถาบัน “นักศึกษาที่นี่ เห็นอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ได้เห็นอธิการพูด ที่นี่นักศึกษาใหม่ทุกคนอธิการต้องบรรยาย วิชา I love KMITL เขาเห็นอธิการพูดแบบนี้ ดุดัน กล้าเปลี่ยนแปลง ก็อยากเป็นแบบพี่เอ้ ชัดเจน”  

ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่า สำหรับวงการการศึกษาของประเทศไทย การได้เริ่มลงมือทำ จัดได้ว่าเป็นการบรรลุเป้าหมายไปขั้นหนึ่งแล้ว การได้เริ่มเปลี่ยนแปลง เริ่มลงมือทำจึงเป็นความสำเร็จขั้นต้นสำหรับวงการศึกษาไทยที่จะเห็นได้ชัดเจน

The Sexy Thammasat 

February 20, 2018

คำว่า ‘เซ็กซี่’ เมื่อนำมาใช้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจจะฟังแล้วไม่คุ้นหู แต่เมื่อฟังคำอธิบายของ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังจะเดินหน้าไปตามแนวคิดของผู้นำหญิงท่านนี้ 

เพราะเซ็กซี่ตามความหมายของ รศ.เกศินี แปลได้ว่า “ที่กระตุ้นความสนใจ น่าตื่นเต้น หรือน่าสนใจ” เป็นการจัดการการศึกษาที่ต้องติดตามในช่วงเวลาที่วงการการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวงการต่างๆ มีความชัดเจนจนทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับดิจิทัลเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงวงการศึกษาในฐานะแหล่งผลิตบุคลากรเข้าสู่สังคมด้วย 

การที่วงการศึกษาแคบลง ในความหมายนี้คือ นักศึกษาให้ความสำคัญ และมีการแลกเปลี่ยนไปศึกษาดูงานและฝึกงานในรูปแบบต่างๆ ในต่างประเทศอย่างหลากหลายมากขึ้น และอีกเรื่องคือพฤติกรรมของคนในแต่ละเจเนอเรชันที่มีความต้องการแตกต่างกันไป คนรุ่นใหม่มีแนวคิดในการเรียนและการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ประชากรวัยเรียนลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น  

พื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้คือโจทย์ที่วงการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อรับมือ  

อธิการบดี มธ. มองว่า เทคโนโลยีดิจิทัลคือความท้าทายในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถผลิตหรือใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้ มีพื้นความรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถอยู่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง    

“นอกจากความรู้พื้นฐาน Digital Literacy แล้วคนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ก็จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยเขาไม่ว่าอยู่อาชีพอะไรก็สามารถทำงานได้ เป็นนักคิดนักเขียน นักกำกับ นักการตลาดที่ไม่เหมือนใคร  ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องความเป็นผู้ประกอบการ อาจารย์มองว่าทุกคนต้องมี Entrepreneurial Spirit มีจิตวิญญาณความคิดของความเป็นผู้ประกอบการไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการเองหรือไม่ก็ตาม เป็นลูกจ้างเขาก็ต้องมีจิตวิญญาณนี้ จะทำให้คนเขาอยากได้เรา เพราะคนที่มีคือคนที่ทำอะไร มีการวางแผน สู้งาน กล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ ที่วิเคราะห์แล้ว ก็เลยเสนอหลักสูตรว่า เราจะมีไมเนอร์ทางด้านความเป็นผู้ประกอบการให้เด็กทุกคนที่เข้ามาเรียนธรรมศาสตร์ได้มีโอกาสเลือกเรียนวิชาความเป็นผู้ประกอบการ” 

ในส่วนของหลักสูตรที่จะช่วยสร้างพื้นฐานความรู้ที่หลากหลาย อธิการบดี มธ. เล่าว่ามีการออกแบบหลักสูตรให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนข้ามคณะได้ เช่นเปิดโอกาสให้เรียนเป็น 2 วิชาเอก หรือ 1 วิชาเอก 2 วิชาโท เพื่อให้บัณฑิตสามารถเลือกความหลากหลายได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งวิชาของแต่ละคณะจะมีการ บูรณาการกันมากขึ้น ในบางวิชามีการเชิญผู้ประกอบการมาร่วมออกแบบหลักสูตรร่วมกับทางมหาวิทยาลัย  เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความสามารถออกไปทำงานได้จริง มีพื้นฐานการคิดวิเคราะห์ ปลูกฝังทักษะในการคิด วิเคราะห์และค้นคว้า ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้ ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายเป็นหลักสู่การเรียนแบบ Active Learning ที่ผู้เรียนจะได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายและปฏิบัติในห้องเรียนเพิ่มขึ้น 

  

มหาวิทยาลัยต้องดึงดูดผู้เรียน 

รศ.เกศินีชี้ว่า การปรับรูปแบบการเรียนรู้ ก็เพื่อรองรับคนเก่งยุคใหม่ที่มีช่องทางในการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่มากมาย แต่การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนและฝึกฝนทักษะต่างๆ ไปพร้อมกัน ด้วยการจัดระบบการเรียนการสอน มีหลักสูตรที่แลกเปลี่ยนไปศึกษาในต่างประเทศ มีการบูรณาการรายวิชาต่างๆ การเรียนการสอนที่สอดแทรกความสนุกสนาน การให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เรียนอยู่นั้นสามารถนำไปใช้งานได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน ประกอบกับค่านิยมของสังคมไทยเรื่องใบปริญญายังเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความสนใจ จะช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจวิชาที่เรียนในมหาวิทยาลัย  

 “ด้านหนึ่งต้องทำให้เขาเข้าใจ อีกด้านก็ต้องทำให้วิธีการเรียนการสอนสนุก แล้วเด็กน้อยลงเรายิ่งต้องหาทางทำให้เขาอยู่กับเรา แต่ก่อนเราคิดว่าเป็นหน้าที่เขาที่ต้องมาเรียน เดี๋ยวนี้คิดว่าเป็นหน้าที่เรา ที่ทำให้เขาอยากมาเรียน เพราะเขามีช่องทางเรียนเยอะแยะ แต่ทำอย่างไรให้เขาอยากมาเรียนกับเรา อยากพัฒนาตัวเองไปในทิศทางที่เราคิดว่าดีกับเขา คือเด็กอย่างไรก็มีความคิดเป็นเด็ก ยังมองไม่รอบด้าน เราต้องช่วยเขา” 

สิ่งที่มธ.กำลังพยายามสร้าง คือ การเรียนการสอนที่อิงกับความเป็นจริง สร้างพื้นฐานให้กับนักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติได้ รู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง โดยมีการตั้ง ศูนย์ทดสอบสมรรถนะ Thammasat Competency Test Center เพื่อประเมินนักศึกษาตั้งแต่เข้าเรียนปีแรกจนจบการศึกษา 

ในด้านการเรียนการสอนจะเน้นการให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ภายนอกเพิ่มขึ้น เพิ่มการพูดคุยอภิปรายในชั้นเรียน โดยอาจารย์จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาชี้ทาง และกดดันให้ผู้เรียนมีความมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองไปตลอดที่เรียนในมหาวิทยาลัย  

ปัจจุบัน มธ. มีการฝึกอบรมอาจารย์ทางด้าน Active Learning อย่างสม่ำเสมอ โดยอาจารย์รุ่นใหม่ทั้งหมดจะต้องเข้ารับการอบรม เพื่อสามารถเป็นแบบอย่างให้กับนักศึกษาในการเรียนการสอน ให้อาจารย์เป็นผู้กระตุ้นขับเคลื่อนนักศึกษา 

อีกด้านหนึ่ง มธ. มีนโยบายสร้างโครงการช่วยเหลือชุมชน โดยให้ทุกคณะต้องเข้าไปช่วยเหลือชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ได้เรียนรู้ความต้องการของชุมชน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่จะเข้าไปช่วยเหลือชุมชนต่างๆ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ด้วยการได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ เป็นส่วนเสริมการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างผู้นำ ดังที่ รศ.เกศินีกล่าวสรุปว่า “คนจะเป็นผู้นำต้องออกไปเรียนรู้ข้างนอก”   

ขณะเดียวกัน มธ. มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ เช่น มีการทำ  Co-Working Space ที่หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และที่ชั้น 1 คณะพาณิชยศาสตร์ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทน์ โดยจะมีการเชิญคนที่น่าสนใจมาพูดคุยให้นักศึกษาฟังเป็นระยะ และมีเครื่องมือให้นักศึกษาสามารถทดลองทำสิ่งต่างๆ ได้ เป้าหมายคือให้นักศึกษามีพื้นที่สำหรับพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความคิดและความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น  

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้น และน่าจะเห็นได้ชัดเจนภายใน 2 ปีนี้ เพื่อสร้างคนที่มีคุณลักษณะ ตามวิสัยทัศน์ที่ต้องการจะสร้างผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคม  ดังที่ รศ.เกศินีอธิบายว่า 

“บัณฑิตธรรมศาสตร์ต้องมีคุณลักษณะที่เรียกว่า GREATS 

G - Global Mindset รู้เรื่องในโลก ทันสังคม ไม่ใช่รู้แค่เรื่องในประเทศในบ้าน ต้องรู้ให้ทั่ว 

R - Responsibility ต้องมีความ 
รับผิดชอบ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรก็ไม่เจริญ รับผิดชอบต่อสังคม ต่อตัวเอง ต่อโลก  

E - Eloquence คือการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และทรงพลัง ต้องรู้จักสื่อสาร เดี๋ยวนี้การสื่อสารสำคัญ ไม่ใช่พูดไม่รู้เรื่อง คนฟังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้สื่อได้โน้มน้าวผู้คนได้ ไม่ทะเลาะกับคนอื่นด้วยวิธีการสื่อสาร เป็นหนึ่งใน 3 ทักษะของคนที่เป็นผู้นำ 

A - Aesthetic Appreciation ต้องมีสุนทรียะ คนเราทำอะไรต้องมีสุนทรียะ เข้าใจความงาม คนเรียนธรรมศาสตร์สมัยก่อนต้องเรียนดนตรี ฟังดนตรี อาจารย์ให้ไปฟังคอนเสิร์ต คุณต้องรู้จักชื่นชมกับศิลปะ ผสมผสานสมองซีกซ้ายซีกขวา เข้าใจคนอื่นได้ 

T - Team Leader สามารถทำงานเป็นทีม ไม่เด่นคนเดียว เดี๋ยวนี้แทบทุกวิชาให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มตลอด และมีการประเมินไปด้วย จะมาลอยตัวไม่ทำงานให้เพื่อนทำไม่ได้   

S - Spirit of Thammasat คือให้มีจิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ รับ 
ผิดชอบต่อสังคม ทำอะไรคิดถึงส่วนรวม ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเป็นธรรม” 

 

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ว่าด้วยความเป็นผู้นำ

อธิการบดี มธ. มองว่า ด้วยคุณลักษณะ GREAT ข้างต้น และการปลูกฝังแนวคิดการคิดถึงส่วนรวม จะช่วยสร้างผู้นำแห่งอนาคตให้กับสังคมไทย โดยการสร้างผู้นำจะต้อง “ปลูกฝังแต่เยาว์วัย มี Mindset ที่ดี มีความรับผิดชอบ ทำงานเป็นทีม มองประโยชน์ส่วนรวม คิดเรื่องประชาธิปไตย ความเป็นธรรม ใครๆ ก็อยากได้คนอย่างนี้ ถ้าใครไม่มีเรื่องเหล่านี้ภาพลักษณ์ก็ไม่ดี โอกาสที่ใครจะมาเลือกเป็นผู้นำคงจะยาก อีกอย่างการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีแบบนี้ ต้องปลูกฝังและพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้งอกเงย” 

ขณะเดียวกัน มธ. จะรักษาความเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาได้ก็ด้วยการทำสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้เห็นเป็นรูปธรรม เมื่อบุคคลภายนอกได้สัมผัสกับผลผลิตของธรรมศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นตัวบัณฑิต งานวิจัย รวมถึงได้ใช้งานบริการทางวิชาการด้านต่างๆ ก็จะบอกกันปากต่อปากจากประสบการณ์จริงที่ได้รับ  ส่งผลต่อเนื่องถึงชื่อเสียงของสถาบัน 

ทั้งหมดนั้นเพื่อสร้างธรรมศาสตร์ที่เซ็กซี่ดึงดูดทั้งผู้เรียน และรักษาความเป็นผู้นำด้านการศึกษา ดังที่รศ.เกศินีสรุปปิดท้ายว่า  “สถาบันที่มีคุณภาพ ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาเรียน”  

  

Thammasat Valley of Wellness 

Thammasat Valley of Wellness เป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยาซึ่ง รศ.เกศินีตั้งใจจะทำให้เห็นผล โดยจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมคือ ธ.กรุงเทพ ตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่จัดการเรียนการสอน แต่จะเป็นศูนย์ในการสร้างผู้ประกอบการ สร้างผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพด้านต่างๆ โดยจะมีห้องแล็บและ Co-Working Space และสวนพฤกษศาสตร์ด้านสมุนไพรที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

 โครงการนี้จะมามีส่วนช่วยให้ธรรมศาสตร์สามารถบรรลุเป้าหมายการสร้างสตาร์ตอัพปีละ 1,000 รายที่วางเอาไว้ โดยจะมีการคัดเลือกสตาร์ตอัพด้านสุขภาพจากทั่วโลกให้มาร่วมทำงานกันที่ธรรมศาสตร์ศูนย์พัทยา นอกจากนี้จะเป็นศูนย์ฝึกอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ และจัดโปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยในอนาคต  

X

Right Click

No right click