

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) แถลงกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านรายงาน "10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568" โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม หลังผลสำรวจดัชนีชี้วัดนวัตกรรมพบจุดอ่อนสำคัญในการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติที่ยังคงสูงต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าโครงการ “การทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (PER) ระยะที่ 2” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและแก้ปัญหาช่องว่างด้านทักษะบุคลากร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมในระดับภูมิภาค
ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยผลการตรวจวัดดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 หรือ Thailand SRI Index 2025 โดยระบุว่า สุขภาพมวลรวมด้าน ววน. ของไทยในปีนี้อยู่ที่ 7.77 คะแนน ซึ่งแม้จะลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบภายนอก แต่สะท้อนให้เห็นว่านักวิจัยไทยมีศักยภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้นถึง 2.48 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากังวลคือดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นถึง 1.37 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรายังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศสูงมาก
![]()
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา แม้จะมีคะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปลี่ยนจากเม็ดเงินที่จ่ายออกนอกประเทศ มาเป็นการสนับสนุนงานวิจัยภายในประเทศแทน เราต้องเร่งปรับระบบให้เกิดการรวมศูนย์ มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการประสานทั้งงบประมาณ บุคลากร และแผนงานวิจัยให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริงต่อเศรษฐกิจของชาติ” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ กล่าวเน้นย้ำ
ทางด้าน ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ 10 นวัตกรรมระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1) AI ครองโลก 2) พลังงานยุคใหม่ และ3) การรักษาแบบล้ำยุค
กลุ่มที่ 1: AI ครองโลก
1. Collaborative Sensing (การรับรู้ร่วมอัจฉริยะ): บูรณาการข้อมูลเซนเซอร์ทั่วเมืองเพื่อแก้ปัญหาจราจรและภัยพิบัติอย่างแม่นยำ ในเมืองที่ซับซ้อน ข้อมูลจากจุดเดียวไม่พอ การบูรณาการเซนเซอร์รอบตัวด้วย AI จึงเป็น หัวใจหลัก ของระบบเมืองอัจฉริยะที่คาดการณ์อุบัติเหตุและจัดการจราจรได้อย่างแม่นยำ
2. Autonomous Biochemical Sensing (เซนเซอร์เฝ้าระวังอัตโนมัติ): ระบบแจ้งเตือนมลพิษและสุขภาพแบบเรียลไทม์ ปิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการรู้ตัวเมื่อสารพิษแพร่กระจายนั้น “สายเกินไป” เซนเซอร์ที่รายงานผล Real-time ตลอดเวลาจึงเป็น เครื่องมือเฝ้าระวัง ที่ขาดไม่ได้สำหรับความปลอดภัยทางอาหารและสิ่งแวดล้อม
3. Generative Watermarking (ลายน้ำดิจิทัล AI): สร้างความปลอดภัยในโลกข้อมูลข่าวสาร ป้องกันปัญหา Deepfake และการฉ้อโกงดิจิทัลที่กำลังคุกคามประชาชน วิกฤต Deepfake และข้อมูลเท็จกำลังทำลายความเชื่อมั่น ลายน้ำดิจิทัลที่มองไม่เห็นจึงเป็น เกราะคุ้มกันความจริง ที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยและสังคมดิจิทัล
กลุ่มที่ 2: พลังงานยุคใหม่
4. Structural Battery Composites (แบตเตอรี่ไร้น้ำหนัก): แก้ปัญหาการพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จากต่างชาติ มุ่งสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เบาและทรงพลังกว่าเดิม เพราะแบตเตอรี่แบบเดิมคือ “ภาระ” ของน้ำหนักใน EV และโดรน นวัตกรรมนี้จึง จำเป็น ต้องเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังให้เก็บไฟได้เอง เพื่อสร้าง “Massless Energy” ยืดระยะการเดินทางและปฏิวัติอุตสาหกรรมการบิน
5. Osmotic Power Systems (พลังงานจากความต่างความเค็ม): สร้างฐานพลังงานสะอาดที่มั่นคง (Base-load) ในพื้นที่ชายฝั่ง ลดภาระการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในภาวะที่แดดและลมไม่เสถียร พลังงานออสโมติกคือ ความหวังใหม่ ของ Base-load พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ 24 ชั่วโมงจากจุดบรรจบของน้ำจืดและน้ำเค็ม สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เมืองชายฝั่ง
6. Advanced Nuclear Technologies (นิวเคลียร์ปลอดภัย SMRs): แหล่งพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของ AI และ Data Center โดยไม่ทำลายโลก นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จึงเป็น ทางออกที่ปลอดภัยและคล่องตัว ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
7. Green Nitrogen Fixation (การผลิตปุ๋ยคาร์บอนต่ำ): พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีราคาแพง และมุ่งสู่มาตรฐานเกษตรสีเขียวระดับโลก เพื่อความมั่นคงทางอาหารและการไปสู่ Net Zero ภาคเกษตร จำเป็น ต้องลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติราคาแพง มาเป็นการใช้ไฟฟ้าสะอาดผลิตแอมโมเนียใกล้พื้นที่เกษตรแทน
กลุ่มที่ 3: การรักษาแบบล้ำยุค
8. Engineered Living Therapeutics (จุลชีพออกแบบรักษาโรค): ยุคใหม่ของการรักษาโรคเรื้อรังที่เข้าถึงง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ต้องพึ่งพายานำเข้า เมื่อยาสมัยใหม่แพงจนเข้าถึงยาก การใช้ Synthetic Biology ออกแบบจุลชีพให้เป็น “โรงงานยาในตัวมนุษย์” จึง จำเป็น เพื่อลดต้นทุนการรักษาและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตในโรคเรื้อรัง
9. GLP-1s for Neurodegenerative (ชะลอสมองเสื่อม): การรับมือสังคมสูงวัยของไทยด้วย ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย การค้นพบว่ายากลุ่ม GLP-1 ช่วยชะลออัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ คือ กุญแจสำคัญ ในการลดภาระงบประมาณสาธารณสุขก่อนที่ความเสื่อมของสมองจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ
10. Nanozymes (นาโนเอนไซม์สังเคราะห์): นวัตกรรมต้นทุนต่ำที่จะเข้ามาแทนที่สารเคมีราคาสูง ทั้งในด้านการแพทย์และการบำบัดน้ำเสีย เพราะ เอนไซม์ธรรมชาติมีราคาแพงและเปราะบาง นาโนเอนไซม์จึงเป็น นวัตกรรมทดแทน ที่อึดและถูกกว่า มอบโอกาสใหม่ในการวินิจฉัยโรคและบำบัดน้ำเสียในราคาประหยัด
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์สมปอง ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของ 10 นวัตกรรมไทยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงอธิปไตยทางปัญญาของประเทศ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชาติ ตั้งแต่วิกฤตความมั่นคงทางยา การเผชิญหน้ากับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดังนี้
มิติที่ 1: การแพทย์และสาธารณสุข การปฏิวัติการรักษา “พึ่งพาตัวเอง” เพื่อลมหายใจที่ยั่งยืน ในอดีต คนไทยต้องฝากชีวิตไว้กับยาราคาแพงจากต่างชาติ แต่วันนี้ฉากทัศน์นั้นกำลังเปลี่ยนไป
1. “HERDARA” ยาชีววัตถุสู้มะเร็งเต้านม: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) สร้างปรากฏการณ์ปิดห่วงโซ่การผลิตยา trastuzumab biosimilar ได้สำเร็จและขึ้นทะเบียน อย. ได้เป็นครั้งแรก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องยา แต่คือการประกาศ “อธิปไตยด้านชีวเภสัชภัณฑ์” ที่จะลดราคายาให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้จริง และเป็นฐานการผลิตใหญ่ของภูมิภาคในอนาคต
2. CAR-T Cell เซลล์พิฆาตมะเร็งฝีมือคนไทย: ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็น “แพลตฟอร์มบริการจริง” โดยสามารถผลิตเซลล์บำบัดมะเร็งเม็ดเลือดได้เองภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าลุยสนามต่อไปคือ “มะเร็งชนิดก้อน” เพื่อยกระดับไทยสู่ฮับการรักษาขั้นสูงของโลก
3. ถอดรหัส “อ้วนลงพุง” สู่ “สมองเสื่อม”: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค้นพบกลไกชีววิทยาที่น่าตกใจว่าพฤติกรรมการกินและจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลถึงสมองโดยตรง นำไปสู่การได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2568 และกำลังต่อยอดเป็น “Preventive Health Tech” หรือชุดตรวจคัดกรองส่วนบุคคลที่จะช่วยชะลอสังคมผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมก่อนวัย
มิติที่ 2: วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สมองกลและห้วงอวกาศ “ปักหมุดไทย” ในเวทีโลก ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากำลังขยับขึ้นมาเป็น “ผู้สร้าง”
4. Thai-LLM ปัญญาประดิษฐ์หัวใจไทย: NECTEC/สวทช. เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจ “ไทยแท้” ทั้งบริบทและวัฒนธรรม แก้ปัญหา AI ต่างชาติที่ไม่เข้าใจเรา นี่คือรากฐานของ GovTech และ Enterprise AI ที่จะทำให้ข้อมูลของไทยมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน
5. ธงไตรรงค์บนสถานีอวกาศ ISS: ความร่วมมือระหว่าง ม.เกษตรศาสตร์, GISTDA และ NASA ส่งเพย์โหลดทดลอง “ผลึกเหลว” ขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าวิศวกรรมระบบของคนไทยผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ NASA เปิดทางให้ไทยเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์อวกาศ (Payload Developer) ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อข้อมูล
6. ร่วมค้นพบพัลซาร์ “แมงมุมแม่ม่ายดำ”: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) โชว์ศักยภาพการจัดการข้อมูลมหาศาล (Big Data) ร่วมกับเครือข่ายกล้องระดับโลก ค้นพบดาวคู่พัลซาร์ระบบพิเศษ พลิกโฉมความเข้าใจด้านฟิสิกส์พลังงานสูง และสร้างบุคลากรสาย Data Science ขั้นเทพให้ประเทศ
มิติที่ 3: เศรษฐกิจชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร ปากท้องและเศรษฐกิจ “ความมั่นคงที่กินได้” เมื่อโลกเผชิญวิกฤตอาหาร นวัตกรรมไทยคือคำตอบ
7. ข้าวเจ้า “ไบโอเทค 1” นักรบต้านเพลี้ย: BIOTEC/สวทช. พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ “เพลี้ยไม่กิน” แต่คนรัก เพราะอายุเก็บเกี่ยวสั้นและผลผลิตสูง ความสำเร็จนี้คือต้นแบบการทำเกษตรคาร์บอนต่ำที่ลดการใช้สารเคมี และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับกระดูกสันหลังของชาติ
8. Future Food แพลตฟอร์มติดสปีด: เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. ปฏิวัติวงการอาหารอนาคตด้วยการทำให้งานวิจัยกลายเป็นสินค้าบนหิ้งสู่ตลาดได้ในเวลาเพียง 6 เดือน (จากเดิม 2-3 ปี) ชูจุดแข็งวัตถุดิบไทยสู่แบรนด์ระดับโลก ทั้งโปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชัน
มิติที่ 4: ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและรากฐานทางสังคม การมองอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคต การเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง คือ หัวใจของความมั่นคง
9. SMR พลังงานสะอาดเพื่ออนาคต: สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP) ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าในทันที แต่สร้าง “กฎหมายและธรรมาภิบาล” ที่ทันสมัยที่สุดเพื่อรองรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาดในระดับสากลและดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคเข้าสู่ประเทศ
10. “ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง 29,000 ปี: การค้นพบโครงกระดูกที่สมบูรณ์ที่สุด ณ ถ้ำดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดย กรมศิลปากร ไม่ใช่แค่เรื่องประวัติศาสตร์ แต่คือการใช้ “Soft Power” ผ่านเทคโนโลยี 3D Scan และ Ancient DNA เชื่อมโยงรากเหง้าของไทยเข้ากับภูมิภาค เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานมรดก (Heritage Economy) ที่มีมูลค่ามหาศาล
ปี 2568 คือ ก้าวสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศ ‘อธิปไตยทางปัญญา’ ผ่านกองทุน ววน. พร้อมด้วยหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) รวมถึงหน่วยรับงบประมาณ เพื่อพลิกบทบาทจาก ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ นวัตกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางวิชาการ แต่คือ การเปลี่ยนงบประมาณวิจัย ให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริง ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for ALL’ สกสว. มุ่งมั่นสร้างรากฐานนวัตกรรมที่กินได้ เพื่อพาคนไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน ในเวทีโลกสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ ศ.สมปอง กล่าวทิ้งท้าย
พัฒนาทักษะ-การเรียนรู้ตลอดชีวิต ประชากรวัยแรงงานด้อยโอกาส กุญแจปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำการศึกษา ยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย
บรรยากาศเช้าวันเวิร์คช้อป The Ozonor Hackathon จัดขึ้นที่ NAP LAB จุฬาลงกรณ์ ซอย 6 หนึ่งในกิจกรรมน่าสนใจภายใต้โครงการ “เรื่องโอโซน เรื่องของเรา” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของหลายภาคส่วน รวมถึงหน่วยงานอย่างธนาคารโลกเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและซุ้มเสียงของผู้เข้าร่วมงานรุ่นใหม่ ที่ต่างก็พกเอาไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใส่กระเป๋ามาจากบ้าน พร้อมสำหรับการระดมความคิดนำเสนอให้ได้ผลิตผลตลอดสองวันหนึ่งคืนเพื่อจะเอาไปต่อยอดพัฒนานโยบายในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น
ดร. วิรัช วิฑูรย์เธียร ผู้แทนธนาคารโลก หนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้อธิบายถึงจุดยืนและบทบาทของธนาคารโลกต่อเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยไว้ว่า “เราถือเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา (Development Bank) ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่อาจจะยังไม่สามารถทำในเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการผลิตออกสู่ตลาด โดยคำนึงถึงและให้ความสำคัญในการกระจายความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน ใครที่สนใจมีสิทธิเข้าร่วมทุกคนหากผ่านเงื่อนไขต่างๆ เพราะฉะนั้น ทีมของเราจึงมีทั้งนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักสิ่งแวดล้อมและวิศวกรร่วมมือกันเพื่อการพัฒนา ซึ่งคนทั่วไปอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความแตกต่างในจุดนี้ และสำหรับองค์กรเอกชนที่ต้องการเพิ่มปริมาณหรือพัฒนาธุรกิจที่สามารถทำการค้าได้แล้วในระดับหนึ่ง ทางธนาคารโลกก็มีหน่วยงานที่เรียกว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งจะมีบทบาทเข้าไปร่วมลงทุนในภาคเอกชนได้โดยตรง”
อดีตที่ผ่านมาจากการที่ประเทศไทยได้ลงนามในพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ทำให้เรามีนโยบายในการลดละ เลิก การใช้สารทำความเย็นกลุ่ม CFCs (Chlorofluorocarbon) ในการผลิตตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ รถยนต์และกระป๋องสเปรย์ และพยายามผลักดันทุกภาคส่วนให้หันไปใช้สารอื่นทดแทน นั่นก็คือ HFC (Hydro chlorofluorocarbon) ซึ่งไม่ค่อยมีอันตราย ไม่ติดไฟ เมื่อผู้ผลิตเริ่มเปลี่ยนไปหมด ตลาดก็ไม่มีตัวเลือกมาก เหตุการณ์นี้คือการเปลี่ยนแปลงตลาดในฝ่ายผู้ผลิต จึงจะเห็นว่าในอดีตเราใช้กลยุทธ์นี้ในการเข้าถึงผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมาย เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตลาดได้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเราก็พบว่า HFC เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อนค่อนข้างสูง ก็เริ่มมีการคิดค้นสารตัวต่อไปคือ HC (hydrocarbon) ที่จะเข้ามาทดแทน แต่ติดปัญหาตรงที่มีคุณสมบัติค่อนข้างอันตรายคือติดไฟได้หรือมีความเป็นพิษสูง อาจมีอัตรายต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน เพราะฉะนั้นผู้ใช้จึงจำเป็นต้องคอยดูแลและระมัดระวัง ต้องรู้จักการบำรุงรักษาเพื่อให้ประสิทธิภาพของการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้คงที่ ยกตัวอย่าง สมัยนี้ที่เรามักได้ยินว่าเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ช่วยประหยัดพลังงานได้ดี แต่พอซื้อมาเรากลับไม่ค่อยได้ดูแลรักษาเท่าไหร่ จนกระทั่งเครื่องปรับอากาศเสียเราก็จะเรียกช่างมาซ่อม ซึ่งถ้าลองไปเปิดดูจะพบว่ามีฝุ่นเกาะจำนวนมากทำให้การถ่ายเทความร้อนไม่ดี แทนที่จะประหยัดพลังงานกลับทำให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้น ถ้ามีการส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยีที่จะช่วยในการประหยัดพลังงาน ก็มีความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ทางธนาคารโลกจึงหันมาส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยและการประหยัดพลังงานโดยการสร้างการตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

เป้าหมายและความคาดหวังต่อ โครงการ “เรื่องโอโซน เรื่องของเรา”
สำหรับโครงการนี้เป็นความร่วมมือหนึ่งที่ทางธนาคารโลกดำเนินการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทย ในเรื่องของโอโซนนี้ ทางธนาคารโลกได้มีการทำงานร่วมกันกับทางรัฐบาลไทยโดยเฉพาะกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในช่วงแรกเรื่องของโอโซนอาจเป็นเรื่องที่เรายังไม่ค่อยได้ยินกันมากนัก เพราะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ผลิต ทางภาคประชาชนจะไม่ค่อยได้เกี่ยวข้อง แต่ช่วงที่ผ่านมาเรื่องโอโซนได้ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนและมีเรื่องความปลอดภัยต่างๆ จากสารทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง ภาคประชาชนจึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามารับรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่าน่าจะขยายงานและประยุกต์กิจกรรมต่างๆ ให้เข้ากับภาคประชาชนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ อยากให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันชั้นบรรยากาศว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร และจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร นอกเหนือไปกว่านี้ยังคาดหวังถึงความคิดเห็น ข้อมูลต่างๆ และความคิดใหม่ๆ ของผู้ที่มาเข้าร่วม ในแง่ของประชาชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีบริบทการใช้ชีวิตต่างจากอดีตว่า ควรใช้สื่อประเภทไหนที่จะสามารถเข้าถึงและดึงดูดความสนใจของประชาชนได้มากกว่า เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำมาทำแผนในการลด หรือ เลิก ใช้สารที่กำลังถูกควบคุมในอนาคตเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานในอนาคต
ทิศทางและแนวโน้มต่อมุมมองเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ทั้งในเรื่องดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องโอโซนด้วย
ดร.วิรัช เปิดเผยเรื่องนี้กับทาง MBA ว่า “เรื่องของการรณรงค์เพื่อเป้าหมายในการลดภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่เราทุกคนต่างมีส่วนร่วมและการกระทำของเราก็ส่งผลต่อคนอื่นๆ จึงอาจเกิดปัญหาการว่าใครควรเริ่มก่อน แม้แต่เรื่องของการป้องกันชั้นบรรยากาศหรือโอโซนที่เริ่มกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ก็ไม่มีใครคิดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่การที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะเราสามารถทำปัญหานี้ให้กลายเป็นเรื่องที่ชัดเจนสามารถแก้ไขได้ อย่างเรื่องน้ำยาที่มีผลต่อชั้นบรรยากาศก็มีการหาทางปิดโรงงานที่ผลิตสารเหล่านี้ แล้วเอาสารทดแทนตัวอื่นไปให้ผู้ใช้หรือโรงงานที่นำสารนี้ไปใช้ต่อ ปัญหาเลยถูกแก้ไขได้ง่าย เราสามารถใส่ทรัพยากรต่างๆ ลงไปทดแทนเพื่อแก้ปัญหาได้สำเร็จ แต่ในแง่ของสภาพภูมิอากาศมีปัจจัยมากมาย เพราะฉะนั้น ในตอนนี้เราทุกฝ่ายต้องมีการจับมือร่วมกัน สิ่งไหนที่ทำได้เร็วทำได้ก่อนก็ต้องเริ่มทันที อย่างเรื่องสาร HFCs ที่ประเทศไทยนำเข้ามา หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย ภายในปี พ.ศ.2565 หรือ พ.ศ.2566 อาจจะมีปริมาณสูงถึง 120 ล้านตัน ถ้าเราสามารถลดการนำเข้าลงเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยลง เราก็สามารถลดปริมาณสารไปได้มากกว่า 30 ล้านตัน ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายว่าจากปี 2563 ถึง 2566 เราจะลดอัตราการปล่อยก๊าซที่ทำลายชั้นบรรยากาศ 20 – 25 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 110 – 130 ล้านตัน ถ้าประชาชนเราสามารถบำรุงรักษาใช้เครื่องไฟฟ้าเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพและเกิดการรั่วไหลน้อยที่สุด แค่เรื่องของการใช้เครื่องปรับอากาศถ้านับจากการใช้ทั่วประเทศเราอาจลดการนำเข้าสารนี้ไปได้ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 5 เปอร์เซ็นต์ก็คือเป้าหมายที่จะไปจัดการในส่วนของการลดอัตราการปลดปล่อยสารเหล่านี้ออกสู่บรรยากาศ เพราะฉะนั้นเรื่องไหนที่เราทำได้ก่อนเราก็ทำเลย เรื่องไหนที่ยังทำไม่ได้เราก็พยายามพัฒนาต่อ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ภายในปี พ.ศ.2573 อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสแน่นอน”
สำหรับการทำการเกษตรและปศุสัตว์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์) ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ ก็ต้องมีการเข้าไปสำรวจและพูดคุยกันจากหลายๆ ฝ่าย ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้ลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะกระบวนการผลิตนั้นใช้คาร์บอนไดร์ออกไซด์ในอัตราที่สูง ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการส่งเสริมให้มีการประยุกต์และปรับเปลี่ยน และอีกด้านก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบขนส่ง อย่างอาหารทะเล บ้านเราถือเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารทะเลอันดับต้นๆ ของโลก ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจับได้มากขึ้นแต่เป็นการเพิ่มอัตราการส่งอาหารหรือทรัพยากรเหล่านี้ไปให้ถึงมือผู้บริโภคให้มากขึ้น จากเดิมเราจับมาได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ไปถึงผู้บริโภคเพียง 60 - 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเราสามารถเพิ่มเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ได้ก็อาจช่วยลดอัตราการจับสัตว์น้ำให้น้อยลงได้ ธนาคารโลกเองมีบทบาทในการส่งเสริมเทคโนโลยีระบบทำความเย็นทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี โดยมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนการในการขนส่งที่มีการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและประหยัดพลังงาน อาจไม่ต้องเป็นเทคโนโลยีใหม่ก็ได้ แต่ต้องมีการมองอย่างเป็นระบบ วิธีการนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันที่มากขึ้น ราคาสินค้าก็ถูกลง เพราะเราไม่ต้องจ่ายให้กับส่วนต่างของมูลค่าสินค้าที่สูญเสียไประหว่างทาง ซึ่งสินค้าเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่สูงที่สุด
และสำหรับประเด็นทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทางธนาคารโลกก็มีกระบวนการทำงานที่ต่างจากอดีต คือการมองปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (Strategic Country Diagnostic : SCD) แล้วจึงมากำหนดว่าอะไรที่ควรให้ความสำคัญก่อน โดยทางรัฐบาลจะมีการกำหนดขึ้นมาว่าต้องการให้ทางธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือในด้านใดบ้าง มีการสร้างขอบเขตความร่วมมือระหว่างธนาคารโลกกับประเทศไทยขึ้นมาภายในระยะเวลาประมาณ 5 ปี อย่างเร็วๆ นี้ก็จะเป็นประเด็นการลดขยะพลาสติก ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จีนและไทย ต่างก็ต้องเผชิญกับวิกฤตในครั้งนี้

การดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมสามารถทำควบคู่การแก้ไขหรือป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
ในเรื่องการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่กับความพยายามป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ท่าน ดร.วิรัช ได้อธิบายแง่มุมใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้เราฟังว่า “ในอดีตเราอาจมองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไป ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตอาจไม่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมเสมอไป อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้เทคโนโลยีใดมาช่วยรักษาสมดุลเพื่อจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อย่างในตอนนี้ที่เราเปลี่ยนการใช้น้ำยาในเครื่องปรับอากาศจาก CFCs มาเป็น HFC ที่แยกออกมาอีกหลายประเภททั้ง R22 และ R410A ซึ่งก็ยังมีผลที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้ประมาณ 1,810 – 2,090 เท่าของคาร์บอนไดร์ออกไซด์ ล่าสุดภาคอุตสาหกรรมจึงหันมาเลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพกลางๆ คือ HFC R32 มีค่าที่ทำให้โลกร้อนเพียง 675 เท่าของคาร์บอนไดร์ออกไซด์ ไซต์ แม้จะยังเป็นค่าที่สูงแต่ก็มีการออกแบบให้มีการรั่วไหลของสารในปริมาณที่น้อยที่สุดด้วยการลงทุนทำระบบข้อต่อต่างๆ ให้ดีขึ้น ผลปรากฏว่าระบบนี้กลับมีปริมาณการรั่วน้อยและเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถผลิตเครื่องปรับอากาศให้มีขนาดเล็กลงได้ด้วย เพราะการทำความเย็นที่ดีกว่า ขนาดของเครื่องปรับอากาศจึงสามารถลดลงส่งผลต่อการลดต้นทุนในการผลิตและท้ายที่สุดทำให้เกิดขยะน้อยลง ฉะนั้น การปฏิบัติตามแนวทางนี้นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีที่เรามีค่อนข้างพร้อมอยู่ที่ว่าเราจะหยิบเอามาใช้ให้ได้ประโยชน์ต่อหลายๆ ฝ่าย”
ทั้งนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบันอาจจะยังไม่เดินไปถึงขั้นที่เราสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด นอกจากนี้เทคโนโลยีที่จะถูกนำมาใช้นั้นยังต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศ ถ้าประเทศไทยมีช่างที่มีคุณภาพและประชาชนรู้ว่าการซ่อมบำรุงที่ถูกต้องคืออะไร เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ เราก็สามารถเดินไปหน้าต่อไปในแนวทางนั้นได้ ปัจจุบันมีความพยายามที่จะพัฒนาและส่งเสริมขีดความสามารถของช่างซ่อมบำรุงให้มากขึ้น ดึงเอาส่วนผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องการดูแลรักษาของใช้ เมื่อเราพร้อมและมีความรู้ความเข้าใจในการรับมือเป็นอย่างดีเมื่อไหร่ เราจึงสามารถเดินหน้าใช้สารที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ (แต่อาจมีอันตรายมากกว่าด้วย) เราไม่ควรให้ความสมบูรณ์กลายมาเป็นสิ่งที่ทำลายเราในภายหลังจะดีกว่า กรณีที่การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมาคือ การทำความร่วมมือระหว่างทางธนาคารโลกกับรัฐบาลญี่ปุ่น ในการเจรจาขอนำเทคโนโลยี R32ซึ่งขณะนั้นมีบริษัทญี่ปุ่นเจ้าเดียวที่ถือครองสิทธิบัตรอยู่เข้ามาให้กับผู้ผลิตในประเทศไทย โดยสุดท้ายแล้วเราก็สามารถผลิต จัดจำหน่ายได้โดยไม่ต้องเสียค่าสิทธิบัตร และถือเป็นการเปิดโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ให้โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันได้ในวงกว้าง ทั้งนี้ เพราะเราสามารถสร้างเงื่อนไขที่ทั้งประเทศไทยและเจ้าของสิทธิบัตรสามารถมีประโยชน์ร่วมกันได้ นอกจากนี้ ในส่วนของเทคโนโลยีภาคการผลิตในอนาคต ธนาคารโลกเองก็กำลังร่วมมือกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการทำ Business Matching โดยส่งเสริมให้บริษัทที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แต่ยังไม่สามารถเปิดตลาดและบริษัทที่มีความต้องการเทคโนโลยีตัวนี้มาทำการค้าร่วมกันทั้งในตลาดประเทศไทยเอง รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือฟิลิปปินส์เพื่อขยายตลาด เมื่อผู้ผลิตหันมาสั่งซื้อสินค้าที่เดียวกัน ปริมาณการซื้อขายก็มากขึ้น ราคาก็จะลดลง คนที่ให้เทคโนโลยีก็สามารถทำยอดขายได้เพิ่ม เป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
ดร.วิรัช แสดงความเห็นทิ้งท้ายต่อปัญหาที่เป็นกังวลมากที่สุดในระดับสากลตอนนี้คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้มีการประชุมและทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกครั้งที่ 21 หรือ COP21 ที่กรุงปารีส คือ จะพยายามควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส หากเราไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทั้งหมดทำให้เปลี่ยนกลับมาไม่ได้อีก เราในส่วนของประชาชนผู้มีส่วนร่วมควรตระหนักและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แน่นอนว่าเรื่องความอยู่รอดและปากท้องเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากเรามุทะลุตั้งหน้าตั้งตากอบโกยเอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเพียงอย่างเดียว สักวันหนึ่งการกระทำเหล่านี้อาจย้อนกลับมาเป็นปัญหาลูกโซ่ทำร้ายลูกหลานของเราในอนาคตได้
เรื่อง : ณัฐพัชฐ์ สุมา