

พฤกษา เสิร์ฟความสุขให้ลูกบ้านแบบจัดเต็ม จับมือโรงพยาบาลชั้นนำ ส่งมอบประสบการณ์พิเศษกับ 2 กิจกรรมสุดปัง "Health to Home" และ "Love me Love my Pet" ที่จะเพิ่มความสุขและสุขภาพที่ดีให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง พร้อมมอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับครอบครัวพฤกษาโดยเฉพาะ
พฤกษาไม่เพียงเป็นผู้สร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่นสำหรับทุกคนในครอบครัวด้วยแนวคิด “อยู่ดี มีสุข Live well Stay well” จึงได้จัดกิจกรรมดี ๆ ให้กับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือกิจกรรม Health to Home และ Love me Love my Pet ที่วางเป้าหมายช่วยดูแลสุขภาพของทั้งลูกบ้านและสัตว์เลี้ยงที่เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวตลอดทั้งปี

"Health to Home" : ส่งมอบสุขภาพดีถึงบ้าน โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุต ส่งผู้เชี่ยวชาญออกตรวจสุขภาพให้กับลูกบ้านฟรีถึงบ้าน ดูแลครบวงจรตั้งแต่การคัดกรองโรค NCD ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว วัดความดัน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเช็กมวลร่างกายด้วยเครื่อง Inbody พร้อมคำแนะนำด้านโภชนาการจากนักกำหนดอาหารโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษ และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก PRUKSA MEMBER รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ในราคาเพียง 370 บาท

"Love me Love my Pet" : ดูแลสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรงไปด้วยกัน โดยแท็กทีมโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ส่งสัตวแพทย์ไปตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงของลูกบ้านถึงที่บ้านฟรี รวม 10 รายการ ทั้งตรวจตา ผิวหนัง หัวใจ ปอด ช่องปากและฟัน รวมถึงเช็กกล้ามเนื้อ กระดูก บีบต่อมก้น ตัดเล็บ และเช็ดหู พร้อมบริการฉีดวัคซีน ป้องกันเห็บหมัด และถ่ายพยาธิ ในราคาสุดคุ้ม

ภายในงานสามารถร่วมเป็นครอบครัว PRUKSA MEMBER ด้วยการสมัครสมาชิกฟรี พร้อมรับของที่ระลึกพิเศษ และรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าบริการที่โรงพยาบาลวิมุตสูงสุด 50% และปรึกษาแพทย์ออนไลน์ฟรีปีละ 4 ครั้ง รวมถึงส่วนลดค่าบริการที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 กับพฤกษา และรับค่าแนะนำเมื่อชวนเพื่อนมาซื้อบ้านและยูนิตที่ร่วมโครงการ และสนุกไปกับกิจกรรมสะสมแต้มเพื่อแลกรับสิทธิพิเศษทั้งช้อป กิน เที่ยว จากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำที่หมุนเวียนมาให้เลือกตลอดทั้งปี
พฤกษาเชื่อว่าบ้านที่มีความสุขต้องเริ่มมาจากสุขภาพที่ดีของคนและสัตว์เลี้ยงในบ้าน เราต้องการให้ทุกครอบครัวสบายใจและไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ จึงได้นำมามอบให้ลูกบ้านถึงที่บ้านโดยต้องไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเดินทาง
ในยุคที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเริ่มใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่ข่าวจากต่างประเทศ แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเรามากขึ้น หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า… “บ้านที่เราอยู่ แข็งแรงพอไหม?”
เพราะผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของที่อยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบโครงสร้างที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งด้านความแข็งแรง ประหยัดเวลา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของวงการก่อสร้างยุคปัจจุบัน คำตอบหนึ่ง ที่หลายบริษัทชั้นนำในธุรกิจอสังหาฯ รวมถึง “พฤกษา” เลือกใช้ คือ “พรีคาสท์ (Precast)” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ไม่ใช่แค่สร้างบ้านได้รวดเร็ว แต่ยัง มั่นใจได้ในความแข็งแรง ปลอดภัย และทนทานในระยะยาว

พรีคาสท์คืออะไร? ทำไมจึงดีกว่าการก่ออิฐแบบเดิม?
“พรีคาสท์” เป็นระบบการผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปจากในโรงงาน เป็นระบบผนังรับแรง (Load Bearing Wall) ที่มีจุดเด่นคือ เสริมเหล็กภายในแผ่นผนังอย่างแน่นหนา ช่วยรองรับน้ำหนักบ้านโดยตรง โดยไม่ต้องใช้เสาและคานแบบดั้งเดิมทำให้ตัวบ้านมีความมั่นคงสูง และโครงสร้างเชื่อมต่อกันอย่างทนทาน
ข้อดีของพรีคาสท์ที่ทำให้เป็นที่นิยม

สู่มาตรฐานใหม่ของที่อยู่อาศัยไทย
นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพราะเราเชื่อว่า “บ้านที่ดี” ต้องเริ่มต้นจากโครงสร้างที่ดี ดังนั้นบ้านทุกหลังที่พฤกษาสร้าง ไม่ได้แค่ ‘อยู่สบาย’ แต่ต้อง ‘ปลอดภัย’ ส่งมอบความมั่นใจให้กับครอบครัวไทย ในวันที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พฤกษาจึงเลือกใช้ แผ่นพรีคาสท์ ที่ผลิตโดย “อินโน พรีคาสท์” ที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีโรงงานระบบอัตโนมัติที่ควบคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน เพราะ “บ้านที่ดี” ไม่ใช่แค่สวย...แต่ต้อง “มั่นใจ ปลอดภัย อยู่ได้จริงในทุกสถานการณ์

ไม่ใช่แค่แข็งแรง แต่ “ทนแผ่นดินไหวได้จริง” ผ่านการศึกษาโดยสถาบันชั้นนำ
ระบบพรีคาสท์ของพฤกษานำระบบเครื่องจักรซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมันมาใช้ ได้รับการศึกษาทดลองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT (Asian Institute of Technology) เพื่อศึกษาความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไหวของระบบรอยต่อของบ้านผนังรับแรงสำเร็จรูป (Precast Concrete Bearing Wall) โดยทดลองในบ้าน 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ มีการทดลองทั้งในชิ้นงานจริง และได้ทำการจำลองเหตุการณ์แผ่นดินไหวในห้องทดลอง 3 เหตุการณ์ พร้อมวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ด้านโครงสร้าง พบว่าผนังรับแรงของพฤกษาสามารถรองรับแรงแผ่นดินไหวได้ดีเยี่ยม ไม่เกิดร้อยร้าวเหมือนผนังก่ออิฐทั่วไป แม้ภายใต้แรงแผ่นดินไหวระดับรุนแรง สามารถทนต่อแรงแผ่นดินไหวได้ตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้

“อินโน พรีคาสท์” = มาตรฐานแห่งความแข็งแรง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายพรเทพ ศุภธราธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน พรีคาสท์ จำกัด กล่าวว่า ระบบพรีคาสท์ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่คือรากฐานของมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย โดยจุดเด่นของ “อินโน พรีคาสท์” ที่เหนือกว่าทั่วไป คือ เป็นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ ซึ่งเราเป็นรายแรกในอุตสาหกรรมพรีคาสท์ของไทยที่ได้รับ “ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์” และ “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากคุณสมบัติทั่วไปของพรีคาสท์ที่มีความแข็งแรง ทนทานแล้ว อินโน พรีคาสท์ได้นำเทคโนโลยีคาร์บอนเคียว (CarbonCure) ที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ฉีดกลับเข้าไปในขั้นตอนผสมคอนกรีต ส่งผลให้ลดการใช้ปูนซีเมนต์ลงได้ถึง 5% แต่ยังคงความแข็งแรงของพรีคาสท์ตามมาตรฐาน ได้แผ่นพรีคาสท์ที่มีคุณภาพ แข็งแรง และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

พฤกษายังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “Live well, Stay well – อยู่ดี มีสุข” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่การมีบ้านที่สวยงาม แต่ต้องครอบคลุมถึง ความปลอดภัย ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้า ได้รับทั้งความสบายใจและความปลอดภัยอย่างแท้จริง ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก www.pruksa.com
“พฤกษา โฮลดิ้ง” เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 รายได้รวม 3,705 ล้าน จากการเปิดเกมรุกอสังหาฯ ครบเซ็กเมนต์ ผนึกกำลังด้านธุรกิจเฮลท์แคร์เดินหน้าสู่ผู้นำด้านเวลเนส เรสซิเดนซ์ การอยู่อาศัยที่ผสานความเป็นอยู่ที่ดีควบคู่การบริการด้านสุขภาพแบบยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัยที่ “อยู่ดี มีสุข” พร้อมเดินเกมรุกขานรับมาตรการรัฐในไตรมาส 2 ด้วยการจัดแคมเปญ “บิงโกล์ด” ลุ้นบิง ชิงทอง ให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์ครบทุกช่องทาง ทั้งได้ลุ้นรางวัล ได้ฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอน และได้ส่วนลดเพิ่มเติม เปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของบ้านและคอนโดได้ง่ายขึ้น

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว การปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง และการชะลอการตัดสินใจซื้อในไตรมาสแรกเพื่อรอมาตรการผ่อนปรน LTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองจากภาครัฐ แต่พฤกษา โฮลดิ้ง ยังรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ รวมถึงควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไตรมาส 1 ปี 2568 ทำรายได้รวมอยู่ที่ 3,705 ล้านบาท และทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีที่ 30.6% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม ทั้งในด้านการตลาด พัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารบุคคล และต้นทุนทางการเงิน โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net gearing ratio) ต่ำที่ 0.3 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจากการเน้นการลงทุนเฉพาะในธุรกิจหลักที่สร้างมูลค่าได้จริง และการบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพ
นายทองมา กล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าของกองทุน CapitaLand Wellness Fund หรือ C-WELL การลงทุนสินทรัพย์เพื่อส่งเสริมสุขภาพและการอยู่อาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์การอยู่อาศัยแบบยั่งยืน “อยู่ดี มีสุข” โดยร่วมกับ CapitaLand เป็นการผนึกกำลังผ่านการร่วมลงทุนในธุรกิจหลักของบริษัทฯ รวมทั้งเป็นการขยายขีดความสามารถด้าน Hospitality ไปยังธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของเราในการส่งเสริมการลงทุนขยายธุรกิจใหม่ การกระจายสินทรัพย์ และการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอให้กับกลุ่มธุรกิจพฤกษา โฮลดิ้ง โดยเลือกลงทุนในทำเลที่มีความโดดเด่นด้าน Location โดยมีความคืบหน้าของโครงการที่กองทุนได้ลงทุนไป 1) โรงแรม Lyf Bugis ที่สิงคโปร์ พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 2 ปีนี้ 2) The Palm Residences พัฒนาการ มูลค่าโครงการ 2,830 ล้านบาท จำนวน 57 ยูนิต ก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว เริ่มโอนในเดือนมีนาคม 3) The Reserve Villa สุขุมวิท 89/1 บ้านเดี่ยวสไตล์พูลวิลล่าระดับพรีเมียม มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท จำนวน 26 ยูนิต ออกแบบโดย A49 อยู่ระหว่างก่อสร้าง พร้อมโอนในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 4) โรงพยาบาลวิมุต ทองหล่อ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกบนทำเลศักยภาพสูง พร้อมเปิดให้บริการในปี 2570 เป็นต้นไป

นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2568 พฤกษา เรียลเอสเตท ทำยอดโอนได้ 2,888 ล้านบาท แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการชะลอการตัดสินใจของลูกค้าที่รอมาตรการรัฐรอบใหม่ รวมถึงยังไม่มีการโอนคอนโดใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่คาดว่ายอดโอนจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ที่มีโครงการใหม่รอโอนถึง 4 โครงการ รวมกว่า 10,000 ล้านบาท และทำยอดขาย 3,389 ล้านบาท ในไตรมาสแรก ปี 2568 เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาส 4 ปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้งทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ในระดับราคาที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยจริงและการลงทุน ประกอบด้วย ทาวน์เฮ้าส์ 2 โครงการ ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 2 โครงการ ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท และ The Palm แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์ ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมเปิดตัว 1 โครงการ ได้แก่ Chapter One Nord รามอินทรา มูลค่าโครงการ 1,760 ล้านบาท จำนวน 632 ยูนิต ราคา 2 - 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการในเฟสแรก

บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่ากว่า 4,378 ล้านบาท และสต็อกพร้อมขาย (Ready to move) รวม 6,781 ล้านบาท โดยกว่า 80% มีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐในช่วงไตรมาส 2 และสามารถรับรู้รายได้ทันทีในปีนี้ สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2568 นายธีระ กล่าวว่าจะมีการเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์แบรนด์พาทิโอ และบ้านเดี่ยวแบรนด์ภัสสร รวม 3 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการในระดับราคา 5 - 15 ล้านบาท ที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาส 3 เตรียมพบกับการเปิดตัวโครงการ Chapter Charoenkrung Riverside โครงการริมแม่น้ำใจกลางเจริญกรุง ที่มอบความเป็นส่วนตัวเหนือระดับด้วยจำนวนครอบครัวเพียง 100 ยูนิตเท่านั้น โดดเด่นด้วยทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติใจกลางเมือง พร้อมดีไซน์หรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ที่ตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัยและการลงทุน
"นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ส่งเสริมการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการพลิกโฉมครั้งแรกของวงการอสังหาฯ กับการเปิดตัวแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์เวลเนส เรสซิเดนซ์ การพัฒนาการอยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแบบยั่งยืน “อยู่ดี มีสุข” " นายธีระ กล่าวเสริม

ทางด้านกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ธุรกิจเฮลท์แคร์ของโรงพยาบาลในไตรมาส 1 ปี 2568 สามารถทำรายได้รวม 513 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจโรงพยาบาล และคนไข้บางส่วนมีความกังวลเรื่อง Co-Payment โดยโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ยังคงเติบโตขึ้นจากกลุ่มบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น ศูนย์ศัลยกรรม ศูนย์อายุรกรรม ศูนย์กระดูกและข้อ แผนกฉุกเฉิน และศูนย์กุมารเวช รวมถึงการเติบโตของผู้ป่วยประกัน และผู้ป่วยต่างชาติจากออสเตรเลีย จีน กัมพูชา และพม่า
สำหรับโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ที่ครบรอบ 40 ปีไปนั้น แม้รายได้จะลดลงจากปีก่อนจากคนไข้ประกันสังคมที่อยู่ระหว่างการต่ออายุ แต่ขณะนี้ได้ต่ออายุเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์สุวาณิช กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคืบหน้าของโครงการโรงพยาบาลวิมุต ทองหล่อ จะมีการประกาศรายชื่อผู้รับเหมาหลัก (main contractor) ในเดือนพฤษภาคมนี้ และคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2570
ส่วนการพัฒนาศูนย์เฉพาะทางของโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ทั้งในส่วนของศูนย์สุขภาพปอด ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด และศูนย์สมองและระบบประสาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานที่ พร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งจะเป็นศูนย์เฉพาะทางที่สร้างรายได้เพิ่มให้แก่โรงพยาบาลวิมุตต่อไป