

บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมเคียงข้างลูกบ้านเดินหน้ามาตรการเชิงรุก หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบอาคาร นำโดยทีมผู้บริหารพฤกษาฯ และทีมวิศวกร ยืนยันความปลอดภัยพร้อมผนึกพันธมิตร ดูแลอำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน โดยล่าสุดได้มีการเริ่มเข้าซ่อมแซมแก้ไขให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ รักษามาตรการความปลอดภัยสูงสุด พร้อมมุ่งมั่นใส่ใจดูแลลูกบ้านและผู้อยู่อาศัย ทั้งโครงการแนวสูงและแนวราบ ด้วยความใส่ใจ เพื่อชีวิตที่ อยู่ดี มีสุข ของลูกบ้านพฤกษาฯ
นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดผลกระทบและความเสียหายเป็นวงกว้าง พฤกษาฯ ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการอยู่อาศัยและความแข็งแกร่งในการผนึกพันธมิตร ทั้งด้านทีมวิศวกร ผู้รับเหมา บริษัทประกันภัย กลุ่มวัสดุก่อสร้าง สถาบันทางการเงิน และ บริการด้านสุขภาพ ร่วมมือผ่านมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านพฤกษาฯ ทั้งในกลุ่มโครงการแนวสูงและแนวราบ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ให้ความมั่นใจกับลูกบ้านและผู้อยู่อาศัยครบทุกมิติ พร้อมอยู่เคียงข้างและยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยสูงสุด และความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว” นายธีระ กล่าว
นายภัคริน ทัตติพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ได้มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ ประกอบด้วยทีมผู้บริหารพฤกษาฯ ทีมวิศวกรและนิติบุคคลประจำโครงการ ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อทำการตรวจสอบโครงการอย่างละเอียด ทั้งโครงสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภค จนขณะนี้เร่งตรวจสอบแล้วกว่า 44 โครงการ เบื้องต้นไม่พบความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร

พฤกษาฯ คำนึงถึงการดูแลลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการซ่อมแซมเพื่อกลับไปอยู่อาศัยได้อย่างปกติโดยเร็ว ได้มีมาตรการร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร ผู้รับเหมา และทีมช่างมืออาชีพ โดยความร่วมมือประสานงานจากนิติบุคคลประจำโครงการและบริษัทประกันภัย ซึ่งปัจจุบันได้มีการร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเริ่มเข้าซ่อมแซมโครงการที่มีการตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียดให้กับลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว โดยมุ่งเน้นให้การซ่อมแซมเป็นไปตามมาตรฐานที่ปลอดภัย เพื่อให้ทุกท่านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว” นายภัคริน กล่าว
ทั้งนี้ พฤกษา ให้ความใส่ใจลูกบ้านทั้งในกลุ่มโครงการทั้งแนวสูงและแนวราบที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในการให้คำแนะนำและประสานงานทีมวิศวกรตรวจสอบโครงสร้าง, ให้คำแนะนำวิธีดำเนินการเคลมประกันและเร่งรัดกระบวนการดูแล ในกลุ่มบริษัทประกันที่เป็นกลุ่มพันธมิตร, ให้คำแนะนำและประสานงานผู้รับเหมาในกลุ่มพันธมิตรพร้อมช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดคิวเข้าซ่อมแซม, ให้คำแนะนำด้านสินเชื่อช่วยเหลือ โดยประสานงานกับธนาคารที่เป็นกลุ่มพันธมิตร สำหรับลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบและต้องการขอพักชำระหนี้ หรือขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าซ่อมแซมบ้าน

พร้อมดูแลจิตใจด้วยความห่วงใยโดยร่วมมือกับ โรงพยาบาลวิมุต ในเครือพฤกษา โฮลดิ้งฯ ขออยู่เคียงข้างคุณในทุกช่วงเวลาที่ยากลำบาก ให้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสุขภาพใจ ทุกวันเวลา 8.00 - 20.00 น. ผ่าน Line Official ViMUT Telemedicine : @vimuttelemd คลิก https://lin.ee/nps0jRa
พฤกษาฯ ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลลูกบ้านทุกท่าน และจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ ภายใต้การคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ด้วยความใส่ใจเพื่อชีวิตที่ อยู่ดี มีสุข และ ความมั่นใจของลูกบ้านพฤกษา ทางบริษัทขอขอบคุณลูกบ้านทุกท่านที่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากต้องการความช่วยเหลือและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ท่านสามารถติดต่อนิติบุคคลประจำโครงการและทาง Pruksa Contact Center โทร 1739 แจ้งผ่านช่องทาง Facebook Fanpage Pruksa Family Club หรือแจ้งผ่านช่องทาง Line Official Pruksa : @pruksa คลิก https://line.me/R/ti/p/@gpb1728q
“พฤกษา” ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ “ปูนซีเมนต์นครหลวง หรือ ปูนอินทรี” ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ของไทย ผนึกกำลังเดินหน้ายกระดับวงการก่อสร้างไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมกรีนโซลูชัน ล่าสุดฉลองความสำเร็จจากการคิดค้นปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกรักษ์โลกสูตรใหม่ “อินทรีดำ กำลังอัดช่วงต้นสูง” หรือ INSEE DUM High Early Strength” ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปคาร์บอนต่ำ ที่มีความทนทานและสามารถรับกำลังได้สูง โดยนำมาใช้ก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเครือพฤกษาเป็นแห่งแรก เพื่อให้ได้บ้านคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตลงได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคการก่อสร้างปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 27% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลกในแต่ละปี และหากรวมกระบวนการผลิตวัสดุก่อสร้างเข้าไปด้วย ตัวเลขนี้จะมีสัดส่วนสูงถึง 40% ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องหาแนวทางร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน
พฤกษาให้ความใส่ใจ และมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับความร่วมมือกับปูนอินทรีครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ความยั่งยืน โดยเราได้ร่วมกันคิดค้นและทดสอบปูนซีเมนต์สูตรใหม่ เพื่อใช้ผลิตแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ เพื่อนำมาก่อสร้างบ้าน ที่ยังคงคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและความทนทานเทียบเท่าปูนซีเมนต์สูตรมาตรฐาน ที่นอกจากจะช่วยให้ได้บ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน พรีคาสท์ จำกัด ในเครือพฤกษา โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดเผยว่า เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและความยั่งยืน ด้วยการผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปคาร์บอนต่ำ เพื่อนำมาใช้ก่อสร้างในโครงการต่าง ๆ โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าได้อยู่อาศัยในบ้านที่มีคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับโลกของเราด้วย
อินโน พรีคาสท์ ได้เริ่มใช้ปูนซีเมนต์อินทรีดำ กำลังอัดช่วงต้นสูง สูตรใหม่ เพื่อนำมาผลิตแผ่นพรีคาสท์คุณภาพสูง ตั้งแต่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และมีแผนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า ในปี 2568 จะสามารถส่งมอบแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำให้กับทั้งโครงการในเครือพฤกษาได้ราว 4,000 ยูนิต ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งหมดได้ถึง 2,556,784 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 263,198 ต้น
นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิตวัสดุ ปัญหาขยะจากการก่อสร้าง ไปจนถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน การก่อสร้างแบบเดิม ๆ มักใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงจากกระบวนการเผาหินปูน ทำให้เราต้องมองหาแนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ ปูนซีเมนต์ “อินทรีดำ กำลังอัดช่วงต้นสูง” สูตรใหม่นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสู่ Net Zero ของบริษัท
สำหรับ อินทรีดำ กำลังอัดช่วงต้นสูงนี้เหมาะสำหรับงานขึ้นชิ้นส่วนคอนกรีตหล่อสำเร็จและงานคอนกรีตอัดแรงขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาให้มีกำลังสูงช่วงต้นสูง มีความสามารถในการไหลลื่นเทเข้าแบบได้ง่าย ได้ผิวผลิตภัณฑ์ที่เรียบเนียนสวยและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และยังเป็นปูนซีเมนต์ชนิดไฮดรอลิกที่มีค่าการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ดังนั้นจึงเป็นปูนซีเมนต์คุณภาพดีทั้งคุณสมบัติทางด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม
ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างพฤกษาและปูนอินทรี นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และขับเคลื่อนวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
พฤกษา โฮลดิ้ง เผยแผนธุรกิจปี 2568 เดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านการอยู่อาศัยที่ผสานความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ควบคู่การบริการด้านสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้รวม 23,500 ล้านบาท โฟกัสธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ และเฮลท์แคร์ ปรับพอร์ตโฟลิโอต่อเนื่อง เพิ่มสัดส่วนตลาดบ้านระดับกลางถึงบน ต่อยอดธุรกิจพรีคาสท์ พร้อมรุกตลาดก่อสร้างเต็มรูปแบบ ด้านธุรกิจการดูแลสุขภาพเติบโตต่อเนื่องในทุกมิติ เตรียมขยายโรงพยาบาลเฉพาะทาง รองรับความต้องการอีก 3 แห่ง

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า "ปี 2567 ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดอสังหาฯ เผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่ยังคงสูงอยู่ ทำให้พฤกษามีรายได้รวมอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิที่ 456 ล้านบาท ทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ 31.3% โดยยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net gearing ratio) ต่ำที่ 0.31 เท่า สำหรับในปี 2568 เรามุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และเฮลท์แคร์ ยึดหลักการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และเน้นการสร้างสรรค์โครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สมดุลทั้งสุขภาพและความสะดวกสบาย”
ปี 2568 ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 23,500 ล้านบาท ชู 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ (1) กลยุทธ์เชิงรับเพื่อรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Strategic Positioning Strategy) ด้วยการบริหารสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการจัดการและปรับโครงสร้างสินทรัพย์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เสริมสร้างสภาพคล่องด้วยการรักษากระแสเงินสดและเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง รองรับการลงทุนในอนาคต พร้อมปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ (2) กลยุทธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย (Resilient Growth Strategy) ด้วยการสร้างนิยามใหม่ของแนวคิดการออกแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย พร้อมขับเคลื่อนการลงทุนและเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพทั้งในและต่างชาติ

นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2568 พฤกษาวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 22 โครงการ มูลค่ารวม 23,400 ล้านบาท แบ่งเป็น ทาวน์เฮาส์ 8 โครงการ มูลค่า 4,900 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 9 โครงการ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,100 ล้านบาท เน้นพัฒนาโครงการเวลเนส เรสซิเดนซ์ และโครงการที่มีจุดเด่นด้านทำเล โดยในปี 2568 จะมีการเปิดตัวแบรนด์ระดับบนหลายโครงการ เช่น The Palm, The Reserve และ Chapter โดยมีสัดส่วนสินค้าในกลุ่มราคามากกว่า 7 ล้านบาท ราว 50% และโครงการที่ใกล้เมืองมากขึ้นและมีขนาดเล็กลง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ตั้งเป้ายอดขายที่ 19,800 ล้านบาท และยอดขายผ่านโครงการ JV อีก 3,200 ล้านบาท รวมถึงยอดโอน 18,700 ล้านบาท และยอดโอนผ่านโครงการ JV อีก 1,600 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะรับรู้เป็นกำไรจากการลงทุนใน JV
ด้านกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปี 2568 ชู 2 กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ได้แก่ (1) กลยุทธ์เชิงรับเพื่อรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Strategic Positioning Strategy) ผ่านการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอจำหน่ายที่ดินที่ไม่ได้อยู่ในแผนการพัฒนา มูลค่า 1,000 ล้านบาท และพัฒนาโครงการใหม่จากที่ดินที่มีอยู่เดิมมูลค่ารวม 2,900 ล้านบาท เร่งปิดโครงการเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ได้อีก 31 โครงการ และปรับสัดส่วนโครงการแนวราบจาก ทาวน์เฮาส์ ต่อ บ้านเดี่ยว จาก 60:40 เป็น 50:50 ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ด้วยการแบ่งโซนนิ่ง ครอบคลุมเป็น 6 โซนหลัก เและ การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Stewardship) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีจากอินโนพรีคาสท์ และ อินโนโฮม คอนสตรัคชั่น ขณะที่ กลยุทธ์ที่ (2) กลยุทธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย (Resilient Growth Strategy) มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยจะเน้นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในระดับ Ultra-premium segment เช่น THE RESERVE, THE PALM สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ส่งเสริมการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ (Well-being-focused collaborative synergy) มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ พร้อมโอนคอนโดใหม่ในปีนี้อีก 4 โครงการ (Strengthening Catalyst) เพื่อรักษามาร์จิ้นในระดับสูงไว้ได้ ซึ่งมั่นใจว่าด้วยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้จะทำให้สร้างกำไรมากขึ้นได้ในปีนี้
ด้านธุรกิจพรีคาสท์และก่อสร้าง เตรียมขยายการผลิตและนำเสนอบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยโรงงานพรีคาสท์ซึ่งเป็นโรงงานสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิต 5.2 ล้านตารางเมตรต่อปี และยังเป็นโรงงานปลอดขยะ (Zero-Waste) และลดคาร์บอนแห่งแรก ในปี 2568 ธุรกิจพรีคาสท์ตั้งเป้ารายได้ 2,100 ล้านบาท เน้นขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้มากขึ้น เช่น ผนังน้ำหนักเบา (Lightweight Wall) กำแพงกันดิน (Retaining Wall) และรั้วสำเร็จรูป (Project Fence) ในขณะที่ธุรกิจก่อสร้างตั้งเป้ารายได้ 5,400 ล้านบาท มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าทั้ง B2B และ B2C สำหรับการสร้างบ้านในระดับราคา 10 - 30 ล้านบาท

ด้านธุรกิจการดูแลสุขภาพ นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ธุรกิจการดูแลสุขภาพของโรงพยาบาลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โดยในปี 2567 กลุ่มวิมุตมีรายได้ 2,187 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อน มี EBITDA อยู่ที่ 112 ล้านบาท รายได้หลักมาจากศัลยกรรม การตรวจสุขภาพ การดูแลเด็ก แผนกฉุกเฉิน แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง สูตินรีเวช และระบบทางเดินอาหาร
สำหรับปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ 2,600 ล้านบาท และกลยุทธ์สำคัญในปี 2568 ได้แก่ 1) พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ทางด้านสุขภาพปอด จักษุ กระดูกสันหลัง ต่อมไร้ท่อ ศัลยกรรม กุมารเวช ระบบทางเดินอาหารและตับ หัวใจและหลอดเลือด 2) ยกระดับการดำเนินงานที่เป็นเลิศ การบริหารต้นทุน และการใช้ทรัพยากรในกลุ่มบริษัทฯ ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ จัดซื้อ การตลาด การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 3) การพัฒนาด้านสุขภาพและการลงทุน เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดโรงพยาบาลเฉพาะทางเพิ่มอีก 3 แห่ง บริเวณย่านทองหล่อ สุขุมวิท และปิ่นเกล้า และการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจในกลุ่มพฤกษา เพื่อยกระดับที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพและสร้างรายได้เพิ่มเติม

“พฤกษา โฮลดิ้ง เดินหน้าสู่อนาคตด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง การขยายธุรกิจพรีคาสท์และก่อสร้างที่ทันสมัย และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ครบวงจร โดยยึดหลักความยั่งยืน (Sustainability) เป็นแกนหลักของการดำเนินงาน เพื่อสร้างสังคมที่ดีและความมั่นคงและเติบโตในระยะยาว” นายทองมา กล่าวเสริม