ใครว่า “ชั้นวางสินค้า” ไม่สำคัญ ไม่มีผลต่อยอดขาย 2 ผู้ประกอบการ SME สินค้าขายดีในเซเว่น อีเลฟเว่นอย่าง “ขนมขบเคี้ยวแบรนด์ มูซ่า และ กล้วยตากอบน้ำผึ้งลานทอง” ขอค้านเสียงแข็ง เพราะได้พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว ด้วยยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ย้อนกลับไปในช่วงเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะด้านยอดขาย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ในฐานะองค์กรที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME มาอย่างต่อเนื่อง ได้เห็นถึงผลกระทบดังกล่าว จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นสถานการณ์ผ่าน SME Shelf” ชั้นวางสินค้าเอสเอ็มอีโดยเฉพาะในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 เพื่อสร้าง ความสะดวกในการมองเห็น (Easy to see) ให้ผู้บริโภคมองเห็นว่าสินค้าชิ้นไหนเป็นของเอสเอ็มอีได้อย่างชัดเจน ความสะดวกในการเข้าถึง (Easy to reach) ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าเอสเอ็มอีได้ง่าย ความสะดวกในการไว้วางใจ (Easy to trust) ให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในคุณภาพสินค้าเอสเอ็มอีที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพ นำไปสู่การตัดสินใจสนับสนุน SME ได้ง่ายขึ้น

ผ่านมากว่า 1 ปี จำนวน SME Shelf เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น 5,500 สาขาในปัจจุบัน เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง ยืนยันโดย บีม-พรรษนันท์ พลสว่าง เจ้าของแบรนด์ขนมขบเคี้ยว “มูซ่า” และ เอ๊ะ-ปาณัสม์ศา เคร่งกำเนิด เจ้าของกล้วยตากอบน้ำผึ้งลานทอง 2 ผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้าเซเว่น อีเลฟเว่น มาร่วม 10 ปี

“มูซ่า” ชี้ “SME Shelf” ดันยอดขายปี’65 พุ่ง 40 ล้าน

บีม-พรรษนันท์ พลสว่าง กรรมการ บริษัท ทูบี อินเตอร์ฟู๊ดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและผลไม้แปรรูป แบรนด์ “มูซ่า” ทายาทรุ่น 2 ที่เข้ามาช่วยบริหารงาน เล่าให้ฟังว่า มูซ่า เติบโตมาจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2557 ด้วยสินค้าเพียง 1 SKU คือ ขนมปังกรอบขาไก่รสเค็ม และมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าจัดจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ถึง 20 SKU ครอบคลุมสินค้ากลุ่มทานเล่นและผลไม้แปรรูป อาทิ ขาไก่จัมโบ้ ขาไก่ 3 รส ขนมปังไส้สับปะรด ซึ่งทุก SKU ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ขนมปังกรอบขาไก่รสแซ่บและขนมปังกรอบซุปเปอร์

กระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ยอดขายในกลุ่มขาไก่ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้ายอดนิยมของบริษัทปรับลดลง 30% แต่หลังจากที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ดำเนินโครงการ “SME Shelf” โดยมีสินค้าของบริษัทจัดวางอยู่บน SME Shelf ด้วย พบว่า ยอดขายปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 บริษัทมียอดขายรวม 35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มียอดขายอยู่ที่ 29 ล้านบาท ล่าสุดในปี 2565 บริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 40 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

SME Shelf ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า ลูกค้าเห็นสินค้าได้ง่ายขึ้น โฟกัสสินค้าที่ต้องการได้ชัดเจนมากขึ้น ดูได้จากยอดขายของขนมปังกรอบขาไก่รสแซ่บและขนมปังกรอบซุปเปอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ช่องทางเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน เอ๊ะ-ปาณัสม์ศา เคร่งกำเนิด เจ้าของกล้วยตากอบน้ำผึ้งลานทอง กล่าวว่า การจะนำสินค้าเพื่อวางจำหน่ายบน SME Shelf ได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาตัวตนเองและสินค้าอยู่เสมอ ที่ผ่านมาทีมผู้เชี่ยวชาญของเซเว่น อีเลฟเว่น ก็เข้ามาช่วยคำแนะนำและเพิ่มองค์ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การทำบัญชี ความรู้เรื่องมาตรฐานการผลิต SME Shelf  จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ผู้ประกอบการอีกด้วย

กล้วยตากอบน้ำผึ้งลานทองเป็นสินค้าเกษตร ที่ต้องอาศัยระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติของสินค้าให้ได้มาตรฐาน โดยเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นผู้มาให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะการจะอยู่ในตลาดได้นาน ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงนั้น ผู้ประกอบการและสินค้าต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ

 

ล่าสุด เซเว่น อีเลฟเว่น ยังคงเดินหน้าโครงการ SME Shelf อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังคงสร้างกิมมิกใหม่ๆ สร้างความโดดเด่นให้สินค้า SME เพิ่มเติม เช่น การติดป้ายแจ็คสัน หวัง โปรโมทชวนซื้อสินค้า SME เพื่อช่วยให้สินค้า SME มีโอกาสเติบโตและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น สอดคล้องกับปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน”

ซีพี นำเอกลักษณ์เฉพาะของเนื้อไก่ส่วนหลังตัดแต่งพิเศษ หรือ ชิคเก้นริบ ที่กินง่าย อร่อยได้ในรูดเดียว

ยกระดับสินค้าสู่ร้านเซเว่นฯ จัดเต็มนวัตกรรมแบบ “SME โตไกลไปด้วยกัน”

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED Foundation) นับเป็นหนึ่งในความร่วมมือครั้งสำคัญของภาคเอกชน 47 องค์กรในการยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล แต่ละองค์กรที่เข้าร่วมกับมูลนิธิต่างเดินหน้าลงพื้นที่ร่วมพัฒนาการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับบริษัท​ ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนถึงมากกว่า 573 โรงเรียน นับเป็นหนึ่งในองค์กรที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โรงเรียนต่างๆ ภายใต้ CONNEXT ED ได้อย่างโดดเด่น

นายประสิทธิ์  ฉกาจธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ และ รองประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพี ออลล์ คอนเน็กซ์ อีดี (CP ALL CONNEXT ED) เล่าว่า ซีพี ออลล์เข้ามาร่วมขับเคลื่อนโครงการตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” นับตั้งแต่ปีแรกของ CONNEXT ED โจทย์ใหญ่ที่สุดของซีพี ออลล์ ไม่ใช่แค่การเข้าไปช่วยยกระดับการศึกษา แต่คือ “การสร้างความยั่งยืน” ทำอย่างไรให้โรงเรียนยังเดินหน้าพัฒนาการศึกษาต่อได้ ในวันที่ทีมงานออกมาแล้ว ทำอย่างไรให้บุคลากรของโรงเรียนเห็นเป้าหมายของการพัฒนาเป็นภาพเดียวกัน ทำอย่างไรให้การพัฒนาการศึกษาสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ จุดแข็งของโรงเรียนและท้องถิ่นนั้นๆ และทำอย่างไรให้ทั้งโรงเรียนและชุมชนใกล้โรงเรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Life Long Learning

จากโจทย์ดังกล่าว บริษัทจึงดำเนินการหลายอย่างพร้อมกัน คือ 1.สนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์การศึกษา วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรในบริษัท ที่ผ่านการพัฒนาทักษะและมีจิตสาธารณะ เข้าไปเป็นผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) พร้อมทั้งจัดเวิร์คช้อปที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2.แบ่งสาขาการสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละโรงเรียนผ่านโครงการที่โรงเรียนเสนอเข้ามา ทั้งโครงการด้านวิชาชีพ ด้านเกษตรกรรม ด้านวิชาการ ด้านเทคโนโลยี ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม 3.แบ่งกลุ่มตามระดับความสำเร็จของการพัฒนา ได้แก่ โรงเรียนที่เพิ่งเข้าร่วม (Newcomer School) โรงเรียนที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Best Practice School) โรงเรียนต้นแบบ (School Model) โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) และล่าสุดระดับใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้ คือระดับวิสาหกิจโรงเรียน (School Enterprise) โดยเพิ่มแรงจูงใจ อาทิ การเพิ่มงบประมาณการสนับสนุนให้ในระดับที่สูงขึ้น

“การแบ่งระดับความสำเร็จ เป็นทั้งการสร้างกำลังใจและสร้างเป้าหมายให้แต่ละโรงเรียนในการเดินหน้ายกระดับการศึกษาของตัวเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เมื่อผ่าน 1 ระดับ โรงเรียนจะได้ทั้งความภาคภูมิใจ ได้งบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้น และได้เป้าหมายใหม่ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ละระดับจะมีเป้าหมายหรือเกณฑ์การผ่านของตัวเอง ยิ่งระดับสูงก็จะยิ่งมีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเข้มข้นขึ้น เมื่อได้รับระดับ School Model ขึ้นไป ก็มีโอกาสได้รับการนำโมเดลไปขยายผลยังโรงเรียนอื่นๆ เพิ่มเติม” นายประสิทธิ์ กล่าว

ด้าน นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะทำงานโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่มีองค์ความรู้ทางวิชาการอยู่แล้ว แต่อาจยังขาดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโครงการอย่างยั่งยืน ตลอดจนแนวทางการบูรณาการหลักสูตร สิ่งที่ซีพี ออลล์ ดำเนินการ จึงเป็นการเข้าไปให้แนวทางการบริหารจัดการโครงการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตั้งเกณฑ์กรอบความยั่งยืน 3 มิติ ได้แก่ การเป็นโรงเรียนที่พึ่งพาตนเองได้ การบูรณาการความรู้สู่หลักสูตรสถานศึกษาหรือหลักสูตรท้องถิ่น และการพัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อเป็นแนวทางให้โรงเรียนที่ต้องการก้าวขึ้นสู่ระดับ School Model ขึ้นไป นำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับการศึกษา พร้อมทั้งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่นักเรียน โรงเรียน และชุมชน

“ในปีแรกๆ ยุทธศาสตร์ของเราคือการขยายฐานจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วม CONNEXT ED มุ่งเน้นสนับสนุนโรงเรียนที่ผ่านการกลั่นกรองคัดเลือกตามเกณฑ์ของโครงการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เป็นหลัก ส่วนในปีนี้เปิดโอกาสให้โรงเรียนอื่นๆ ที่มีศักยภาพความพร้อม ตามบริบทโครงการเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมของบริษัทเช่น การปลูกป่า การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมซึ่งพิจารณาจากทีมเวิร์คของโรงเรียน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการกับเราแล้ว ให้ก้าวสู่ระดับความสำเร็จที่สูงขึ้น คาดว่าสิ้นปีการศึกษา 2566 จะมีโรงเรียนที่เราดูแลรวม 573 โรงเรียน ครอบคลุมจำนวนนักเรียนกว่า 140,000 คน” นายตรีเทพ กล่าว

ล่าสุด เฟสปัจจุบัน มีโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกสู่ระดับความสำเร็จที่สูงขึ้นทั้งสิ้น 79 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนที่เพิ่งเข้าร่วม (Newcomer School) 27 แห่ง โรงเรียนที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Best Practice School) 18 แห่ง โรงเรียนต้นแบบ (School Model) 13 แห่ง โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) 9 แห่ง และวิสาหกิจโรงเรียนที่ปลูกฝังอาชีพ สร้างคลัสเตอร์รายได้ (School Enterprise) 12 แห่ง โดยมีหลายโรงเรียนที่ดำเนินโครงการได้อย่างน่าสนใจ อาทิ โครงการอุทยานการเรียนรู้ “Happy School” ความสุขที่ยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้และการท่องเที่ยว ของ โรงเรียนบ้านเขาเฒ่า จ.พัทลุง ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกลับสู่ชุมชนปีละกว่า 90,000 บาท และได้รับการคัดเลือกขึ้นมาเป็น School Model และ โครงการดาวเรืองร้อยใจร้อยล้านของโรงเรียนวังไพรวิทยาคม จ.สระแก้ว ที่ได้รับการคัดเลือกขึ้นมาเป็น Best Practice School

 

นางวรรณวนา พิทักษ์สงคราม ผู้อำนวยการโรงเรียนวังไพรวิทยาคม จ.สระแก้ว กล่าวว่า ชุมชนโดยรอบของโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลูกดาวเรืองเพื่อจำหน่ายดอกสด ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ไซส์เล็กขายไม่ได้ หากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ จึงปรึกษาพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ วิทยาลัยอาชีวะ ปราชญ์ชาวบ้าน โดยแนะนำให้ปลูกแบบออร์แกนิก  เพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าออร์แกนิก แนะนำเทคนิคการมัดย้อม จนได้มาเป็นโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากดอกดาวเรือง การได้เข้าร่วมโครงการเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังในการพัฒนาโครงการ ผ่านการให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและองค์ความรู้ ที่สำคัญคือโรงเรียนได้มีการปรับหลักสูตรใหม่ ครูได้มีการคิดนอกกรอบ บูรณาการหลักสูตรแบบ Life Long Learning โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแปรรูปเพื่อการบริโภค กลุ่มแปรรูปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มัดย้อม และกลุ่มปลูก ปัจจุบันได้มีการพัฒนาต่อยอดสู่เทคนิค Eco ​Printing ให้ลวดลายที่สวยงามนำวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบไม้ มาพิมพ์ลายบนผ้า เด็กได้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน สร้างองค์ความรู้อย่างยั่งยืน สู่อาชีพสร้างรายได้ในอนาคต

X

Right Click

No right click