ลิกซิล ประเทศไทย ต้นแบบองค์กรยุคใหม่ พิชิตภารกิจ Culture Transformation พร้อมขับเคลื่อนองค์กรฝ่าทุกการดิสรัป

January 05, 2023 1146

ในยุคที่คนทำงานทุกคนต้องเผชิญกับปัจจัยความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องวิกฤตโรคระบาดที่ยังไม่สิ้นสุด ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น หรือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ข้าวของมีราคาแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กอปรกับอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงกับชีวิตของพนักงานในทุกส่วน นั่นคือ การดิสรัปของเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บุคลากรในยุคปัจจุบันต้องปรับตัวเพื่อ Upskill & Reskill ทักษะจำเป็นสำหรับการทำงานในยุคนี้กันอย่างเร่งด่วน และยังต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดรับกับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการทำงานในรูปแบบ Remote working หรือ การทำงานจากที่ใดก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ประสิทธิผลอย่างที่องค์กรต้องการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ล้วนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแรงสนับสนุนและส่งเสริมจากองค์กรและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ประจำองค์กร เพื่อให้พนักงานได้เข้าถึงการพัฒนาศักยภาพ ทักษะ ที่สอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่อย่างที่ควรจะเป็น

และในวันนี้เรามีเรื่องราวของ ลิกซิล ประเทศไทย หรือ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในองค์กรยุคใหม่ที่เป็นต้นแบบของการปรับตัวในยุค Next Normal มาแชร์กัน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับทุกองค์กรได้นำไปวางแนวทาง Culture Transformation หรือการสร้างบรรยากาศในองค์กร ที่นำสู่การวางวัฒนธรรมองค์กรให้สอดรับกับรูปแบบของการทำงานยุคใหม่ ที่ยึดหลักว่า “บุคลากรคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แม้ว่าสภาวการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม” โดยมี พรกนก เล็กยิ้ม Leader, HR Thailand, LIXIL APAC เป็นผู้จะมาบอกเล่าถึงแนวปฏิบัติของ ลิกซิล ประเทศไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ LIXIL ให้สอดคล้องกับ Mega Trend ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วางเป้าหมาย Culture Transformation เพื่อขับเคลื่อนองค์กรฝ่าทุกดิสรัปชัน

“Culture Transformation คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ที่ทำกันอยู่เดิม ๆ ให้เปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมองค์กรใหม่ เนื่องจากวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมไม่สามารถก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กร”

จากนิยามที่ทำให้เราเข้าใจถึงภารกิจในการทำ Culture Transformation ข้างต้นนี้ ทาง ลิกซิล ประเทศไทย ได้เปลี่ยนให้เป็นการลงมือทำจริง และได้ผลลัพธ์เป็นการ Transformation จริง ผ่านกลไกการทำงานของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของ ลิกซิล ประเทศไทย ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถใช้จุดแข็งของวัฒนธรรมองค์กร ลิกซิล ปรับให้การทำงานด้านการพัฒนาบุคลากรเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย คุณพรกนก ได้เริ่มเล่าถึงแนวคิดสำคัญของการทำ Culture Transformation ที่ลิกซิลว่า

“ลิกซิลมองเรื่อง Culture Transformation เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรที่เอื้อให้พนักงานเกิดแรงขับเคลื่อนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่แนวทางที่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่”

“แล้วอะไรล่ะที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรแบบที่เราอยากเป็น? เราเชื่อว่าบุคลากรคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ดังนั้น องค์กรของลิกซิลจึงมี LIXIL Behavior’ s เพื่อส่งเสริมให้พนักงานยึดถือเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันในการทำงานที่หลากหลายและการรวมเข้าด้วยกัน (Diversity and Inclusion)

  1. ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Do the Right Thing)
  2. ทำงานด้วยความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Work with Respect)
  3. กล้าทดลองและเรียนรู้ (Experiment and Learn)

เมื่อหลักการ “วัฒนธรรมองค์กร” ชัดแล้ว ลิกซิล จึงได้ปรับเอาเทคโนโลยี หรือโปรแกรมอันทันสมัยมาพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรให้เดินไปสู่ “การทำงานในยุค Next Normal” พร้อมกัน

“ลิกซิลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ทั้งการนำ Learning Model 70-20-10 การจัดหลักสูตร Online Training ผ่าน Platform LinkedIn Learning เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ นอกจากนี้เรายังได้ส่งเสริมให้พนักงานบางส่วนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปโดยผ่านโปรแกรมและแพลตฟอร์ม “Mentorship Program” และ “LinkedIn Learning” อีกด้วย

Mentorship Program แชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ติดอาวุธให้พนักงานทุกคนปรับตัวรับทุกความเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้เห็นภาพของกลไกสำคัญที่ทาง ลิกซิล ประเทศไทย ได้ใช้ในการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หรือ Culture Transformation คุณพรกนก ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึง 2 เครื่องมือสำคัญที่ทางองค์กรได้นำมาใช้ เริ่มจาก Mentorship Program ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จริงของพนักงานรุ่นพี่ไปสู่พนักงานรุ่นน้อง ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้พนักงานทุกคนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและบรรลุเป้าหมายในเส้นทางอาชีพของตนได้

“จริง ๆ แล้วการจัดอบรมคอร์สต่าง ๆ ให้แก่พนักงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลาย ๆ องค์กรในประเทศไทย เพียงแต่สำหรับลิกซิลเราวิเคราะห์องค์กรของเราและพบว่าการที่จะเปลี่ยนวิถีการทำงานของพนักงานจากเดิมไปสู่วิถีการทำงานแบบใหม่จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้แก่พนักงานไปทีละขั้นตอนด้วยการเริ่มต้นจากการถ่ายทอดประสบการณ์จริงของพนักงานรุ่นพี่ไปสู่พนักงานรุ่นน้องผ่านวิธีการที่เรียกว่า Mentorship Program”

“โดยพนักงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การอบรมจะมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์การทำงานโดยตรงจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงาน ซึ่งโปรแกรมพี่เลี้ยงนี้จะสร้างบริบทความใกล้ชิดในวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแบ่งปันข้อแนะนำจากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา รวมทั้งไอเดียใหม่ ๆ ตลอดจนการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อมุ่งหวังให้เหล่าผู้ได้รับการสอนงาน (Mentee) บรรลุเป้าหมายในเส้นทางอาชีพของตนและสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้”

ทั้งนี้ Mentorship Program ของลิกซิลแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ดังนี้

  1. Virtual Unpacking Session

โดยหยิบยกประเด็นสำคัญจาก 1 ในหนังสือธุรกิจที่ดีที่สุดในโลกอย่าง “Who Moved My Cheese” หรือ “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป” ที่ว่าด้วยเรื่องของการเตือนสติผู้คนให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจงตั้งรับและกล้าเผชิญหน้าอย่างรู้เท่าทัน โดยเฉพาะในยุคที่การ Disrupt เกิดขึ้นแบบรวดเร็วมาเป็นหัวข้อหลัก นอกจากนั้นตลอดทั้งเซสชั่นทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองของตนเองเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ได้ลองสวมบทบาทเป็นคาแรคเตอร์ของตัวละครในเรื่องเพื่อทำความเข้าใจว่าตัวละครนั้น ๆ มีวิธีคิด รู้สึก และแสดงออกต่อเหตุการณ์ ต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งทำให้พนักงานได้ค้นพบตัวเองผ่านการคิดวิเคราะห์ว่าที่ผ่านมาตัวเราเองเคยเป็นตัวละครแบบไหนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีความคิดเหล่านั้นในอดีต และเราควรเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงตกผลึกที่เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยกระบวนการฝึกคิดให้มีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น

  1. Entrepreneurial Mindset

เป็นกิจกรรมเวิร์กชอปที่ลิกซิลส่งเสริมให้พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องความสำคัญของ หรือการมีแนวคิดแบบผู้ประกอบการ Sense of Ownership ซึ่งจะช่วยให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ พร้อมรับมือกับปัญหาสามารถผลักดันองค์กรให้เติบโตยิ่งขึ้น ตลอดจนยังเป็นการปลูกฝังแนวความคิดการนึกถึงผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าตัวเอง หรือ Outward Mindset โดยกิจกรรมนี้มุ่งหวังให้พนักงานเข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมขององค์กรเป็นที่ตั้ง

  1. Group Reflection

เป็นกิจกรรมไฮไลท์ที่พนักงานรุ่นน้องมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์การทำงานจากรุ่นพี่ รวมถึงการให้คำแนะนำส่วนตัวเป็นระยะเวลา 3 เดือน

และจากการใช้ Mentorship Program มาพัฒนาศักยภาพ สร้างความเข้มแข็ง และทักษะจำเป็นเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้พนักงาน คุณพรกนก กล่าวถึงผลตอบรับที่ดีที่เกิดขึ้นว่า

“ลิกซิลได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากพนักงานทุกคนที่ได้เข้าอบรมผ่าน Mentorship Program มาในวันนี้เราจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาพัฒนาให้การจัดอบรมครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจัดเตรียมหัวข้อการอบรมให้ทันยุค ทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น”

LinkedIn Learning เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้พนักงานปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ทักษะหนึ่งที่ทุกคนต้องมีเพื่อปรับตัวให้เข้ากับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นั่นคือ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)”

ด้วยความตระหนักในความจริงข้อนี้ ฝ่าย HR ของ ลิกซิล จึงต่อยอดนโยบายสำคัญขององค์กร ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม LinkedIn Learning มาส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นผู้ที่ไม่หยุดเรียนรู้ โดย คุณพรกนก ได้ขยายความถึงการนำแพลตฟอร์มนี้มาใช้ในองค์กรว่า

“ลิกซิล เชื่อมาตลอดว่า “Knowledge is Power” หรือ ความรู้คือพลังสำคัญที่จะทำให้ทุกคนปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือการดิสรัปอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ทางฝ่าย HR จึงได้ปรับเอาแพลตฟอร์ม LinkedIn Learning มาเป็นตัวช่วยในการติดอาวุธทางปัญญาเรื่อง Reskill & Upskill ให้แก่พนักงาน และลดปัญหาเรื่อง Skill Gap ที่เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างตรงจุด”

“อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าถึงแหล่งความรู้จากผู้สอน วิทยากร ที่มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเกี่ยวกับ Entrepreneur Spirit, Change Management ได้ทุกที่ ทุกเวลา หลังจากเรียนจบคอร์สแล้วทุกคนจะได้รับ Certificate เป็นการยืนยันถึงความสำเร็จอีกด้วย”

“โดยล่าสุด เป็นเรื่องน่ายินดีที่พนักงานของเราลงทะเบียนเรียนนับเป็นจำนวนอันดับ 3 รองจากจีน และอินเดีย นี่เป็นดัชนีชี้วัดว่าพนักงานของเราตื่นตัวและเห็นความสำคัญของการเพิ่มพูนทักษะความรู้เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงาน”

แชร์ประสบการณ์จาก ฝ่าย HR ลิกซิล กับความสำเร็จของการพาองค์กรก้าวสู่การเป็น “องค์กรยุคใหม่” ด้วย Culture Transformation

เมื่อถามถึงแนวทางที่ ฝ่าย HR ลิกซิล ได้นำมาใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการทำให้ ลิกซิล ประเทศไทย เป็นองค์กรยุคใหม่ที่พร้อมปรับตัวกับทุกความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ คุณพรกนก ได้ให้คำตอบพร้อมให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทรนด์การทำงานของฝ่าย HR ในยุคนี้ด้วยว่า

“วันนี้บทบาทและหน้าที่ของ HR ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง HR ไม่ได้มีความรู้จำเพาะแค่เรื่องการบริหารจัดการบุคคลอีกต่อไป แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในแง่ของธุรกิจ (Business Acumen) มีส่วนร่วมที่สำคัญในการวาง กลยุทธ์ให้แก่องค์กร หรือเรียกว่าเป็น Business Partner ในแง่การเป็นผู้นำในการพัฒนาบุคลากรทุกระดับให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร”

“ในส่วนของการดูแลพนักงานลิกซิล เราเน้นสร้างบรรยากาศการทำงานในลักษณะ Agile มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ ลิกซิล เร่งผลักดันให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ในองค์กรเพื่อให้พนักงานพร้อมตั้งรับการเปลี่ยนแปลง เน้นความคล่องตัว ความยืดหยุ่น ลดความซับซ้อนของการทำงานที่เป็นขั้นตอนลง ตลอดจนเน้นให้พนักงานสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายของฝั่ง HR เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับองค์กรเราและคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะให้พนักงานทุกคนได้ปรับตัวจนเกิดความคุ้นชิน”

“เพราะในยุคนี้ชุดทักษะความรู้แบบเดิม ๆ ไม่อาจใช้ได้ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอีกต่อไป การส่งเสริมให้พนักงานมี Mindset รักการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบ Learn, Unlearn และ Relearn จึงเป็นหนทางที่ลิกซิลนำมาใช้ปรับกระบวนทัศน์การทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

เริ่มต้นที่ Learn คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ ทักษะใหม่ ตลอดจนวิธีคิดใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการทำงานใน Disruptive World ส่วน Unlearn คือ การละทิ้งหรือทลายกรอบความรู้ ความเชื่อ ทฤษฎีเดิม ๆ ที่เคยยึดถือมา ด้วยการกล้าทดลองและเปิดใจให้กับองค์ความรู้ใหม่ ๆ และ Relearn คือ การค้นหาและสำรวจว่ามีทักษะใดบ้างที่พนักงานของเราจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Digital Skill และ Soft Skill เช่น ทักษะการสื่อสาร (Communication) ทักษะการบริหารเวลา (Time Management) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)

Related items

X

Right Click

No right click