

ดีป้า เผยผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคอุตสาหกรรม ประจำปี 2567 ระบุอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 2.0 พบส่วนใหญ่เริ่มนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และโซลูชันมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม แนะภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้
การสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคอุตสาหกรรมเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2562 เพื่อจัดทำเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ โดยดำเนินการสำรวจใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อุตสาหกรรมผลิตหนังสัตว์และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ อุตสาหกรรมกระดาษและการพิมพ์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งดำเนินการสำรวจตามกรอบแนวทางดังกล่าวในปี 2563, 2564 และล่าสุดในปี 2567

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า ผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคอุตสาหกรรม ประจำปี 2567 พบว่า 70% ของกลุ่มตัวอย่างมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 2.0: Solution (การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบบฟอร์มออนไลน์ หรือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความสะดวกในการทำงาน) จากระดับ 1.0: Manual (การทำงานแบบดั้งเดิมที่ใช้เครื่องมือ Analog และกระบวนการแบบ Manual เช่น โทรศัพท์ แฟกซ์ และการส่งเอกสารผ่านอีเมล) ในปี 2564 โดยส่วนใหญ่เริ่มนำเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และโซลูชันมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิตแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามกระบวนการทำงาน ประกอบด้วย

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 2.0 ซึ่ง 57% ของกลุ่มตัวอย่างมีการใช้คำสั่งซื้อออนไลน์ โดยการเปิดเว็บไซต์เพื่อรับคำสั่งซื้อและการชำระเงิน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ออกแบบผลิตภัณฑ์) ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 90.67% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้โปรแกรมช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น Computer-Aided Design (CAD) หรือการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยวาดภาพ 2D/3D และสร้างชิ้นส่วน เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการจัดการกระบวนการผลิต ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 87.33% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติที่เรียบง่าย เช่น การใช้ Computer Numerical Control (CNC) หรือเครื่องจักรกลแบบอัตโนมัติที่มีการทำงานด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบอัตโนมัติทั้งหมดหรือบางส่วน เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 70% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้อีเมลเพื่อติดต่อลูกค้า และเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 69.33% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้ระบบสารสนเทศแบบแยกส่วนในบางแผนก/ฝ่าย
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับ 4.0: Automation โดยมีแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่สูงขึ้น มีการใช้ระบบอัตโนมัติ/ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการและวางแผนมากขึ้น มีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อใช้บริหารจัดการธุรกิจเพิ่มขึ้น และแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขยับตัวไปที่ระดับ 3.0: Platform มากขึ้น แต่ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างยังชี้ให้เห็นว่า การขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขาดแคลนพนักงาน/แรงงานที่มีทักษะดิจิทัล การขาดแคลนเงินทุน และการที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็กยังไม่เหมาะที่จะลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งหมดถือเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับที่สูงขึ้น

“ด้วยแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน แม้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่จัดโดย UNIDO แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังครองอันดับที่สาม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่หากไม่เร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร และการส่งเสริมการทำ Digital Transformation โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพการผลิตสูงถึงกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงผลสำรวจฯ ดีป้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศความร่วมมือการจัดทำข้อมูลเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจัดการเสวนาในหัวข้อ Data-driven Industry: ผนึกกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย โดยมี นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการ รักษาการ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นายอมฤต ฟรานเซน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.อุมา วิรัตน์สกุลชัย ผู้แทนสำนักงานภูมิภาค UNIDO และผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายผลทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน
สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการแถลงผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม ปี 2567 รวมถึงผลสำรวจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลในมิติต่าง ๆ ที่ ดีป้า ดำเนินการได้ทาง www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand
ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ชี้มาตรการภาษีทรัมป์เป็นการโยนหินถามทางเพื่อสังเกตท่าทีของคู่ค้าสหรัฐฯ แต่ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ไทย คาดมาตรการดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลทันที แนะไทยเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน และสร้างช่องทางการส่งออกให้กับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย เพื่อสร้างรายได้จากการส่งออกและโอกาสทางธุรกิจ อีกทั้งเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ระดับฐานราก

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า การที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทจากทุกประเทศ ส่วนประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 36% จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมานั้นถือเป็นการโยนหินถามทางเพื่อสังเกตท่าทีของคู่ค้าสหรัฐฯ แต่ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลอย่างทันท่วงที ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศล่าสุดกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าส่วนใหญ่ลงเหลือ 10% เป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจาการค้า โดยมีผลบังคับใช้ทันที ยกเว้นสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สหรัฐฯ ปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเป็น 125%
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะต้องเตรียมการในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนสถานะให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าเพิ่ม และการสร้างช่องทางการส่งออกให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย โดยไทยจะมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ระดับฐานราก และเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม PromptTrade หรือระบบการค้าระหว่างประเทศรูปแบบดิจิทัล
ดีป้า เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 1/2568 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง และการแข่งขันด้าน AI ระดับโลก ขณะเดียวกัน การประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มาตรการกีดกันทางการค้าต่างประเทศ และการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่น เผยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนากำลังคนดิจิทัลเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 1 ประจำปี 2568 และไตรมาส 4 ประจำปี 2567 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Device) กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication) โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 50.1 ปรับตัวดีขึ้นจาก 48.8 ของไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 4/2567) โดยเป็นผลมาจากปัจจัย ด้านผลประกอบการ ด้านปริมาณการผลิตฯ ด้านการจ้างงาน และด้านการลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยด้านคำสั่งซื้อฯ และด้านต้นทุนประกอบการปรับลดลง
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท และ Easy E-Receipt 2.0 ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง การย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ล้วนส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลไตรมาสแรกปีนี้กลับสู่ระดับ ‘เชื่อมั่น’ อีกครั้ง หลังตกลงไปสู่ระดับไม่เชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลยังมีความกังวล ต่อการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างประเทศ และการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยีเกิดใหม่
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่น
หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า ไตรมาส 1/2568 มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 51.5 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 53.5 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 52.0 ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 โดยอยู่ที่ระดับ 45.8 และ 46.4 ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 4/2567 มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อยู่ที่ระดับ 50.3 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 53.3 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 50.2 ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 44.2 และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 43.7
“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนากำลังคนดิจิทัลภายในประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดโอกาสต่อยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่ สนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

จากนั้น ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงทิศทางการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยกล่าวว่า ปัจจุบัน ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งทุน การขาดที่ปรึกษาเชิงลึก เครือข่ายระดับนานาชาติที่จำกัด และกลไกภาครัฐที่ยังไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจดั้งเดิมยังไม่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยขาดโอกาสในการเติบโตและทดลองจริงในประเทศ การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นโอกาสของไทยคือ การพัฒนาโปรแกรมรูปแบบใหม่ เช่น Venture Building ที่เชื่อมโยงผู้มีไอเดียธุรกิจกับผู้มีทักษะเทคโนโลยี การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับดิจิทัลสตาร์ทอัพที่เข้มแข็งจากความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากทุกภาคส่วนทำงานส่งเสริมกันอย่างเป็นระบบ สตาร์ทอัพไทยจะไม่เพียงช่วยยกระดับเศรษฐกิจ แต่จะสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับประเทศในระยะยาว และอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลได้

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 1 ประจำปี 2568 และไตรมาส 4 ประจำปี 2567 ผ่านช่องทางการสื่อสารของ ดีป้า ไม่ว่าจะเป็น www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators, LINE OA: depaThailand และเพจเฟซบุ๊ก depa Thailand
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรเดินหน้าผลักดันวงการอีสปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “depa ESPORTS” ภายใต้แนวคิด PLAYGROUND FOR THE FUTURE มุ่งส่งเสริมเยาวชนและบุคคลทั่วไปที่มีใจรักในอีสปอร์ต ให้ได้แสดงศักยภาพ พัฒนาทักษะ และต่อยอดสู่เส้นทางสายอีสปอร์ต ล่าสุด ดีป้า ประกาศจัดการแข่งขัน “depa ESPORTS TOURNAMENT” รอบภูมิภาค (Regional Tournament) การแข่งขันอีสปอร์ตเพื่อหาผู้ชนะประจำภูมิภาค ครอบคลุม 8 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้เกมเมอร์ทั่วไทย เรียนรู้ ลิ้มลองการแข่งขันตามมาตฐานสากล และได้พัฒนาฝีมือสู่วงการอีสปอร์ต พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเผยว่า โครงการ depa ESPORTS เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ของ ดีป้า ที่มุ่งส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตให้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และการสนับสนุนบุคลากรในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
"อีสปอร์ตไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต ดีป้า มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเกมและอีสปอร์ตระดับภูมิภาค และเราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสให้กับเยาวชนไทยในการก้าวเข้าสู่วงการอีสปอร์ต" ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว
สำหรับการแข่งขัน depa ESPORTS TOURNAMENT แบ่งออกเป็น 4 ประเภทประกอบด้วย
depa ESPORTS DAILY TOURNAMENT การแข่งขันแบบออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปร่วมแข่งขันเพื่อทดลองเข้าสู่สนาม และพัฒนาศักยภาพตนเองสู่ระดับที่สูงขึ้น ชิงผู้ชนะเป็นรายสัปดาห์ โดยปัจจุบันมีการแข่งขันต่อเนื่อง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook: depa Thailand
depa ESPORTS UNFLUENCER TOURNAMENT การแข่งขันที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปแข่งขันกับผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการอีสปอร์ต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเข้าสู่อุตสาหกรรม
depa ESPORTS REGIONAL TOURNAMENT การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาทีมที่มีผลงานดีที่สุดใน 8 จังหวัด โดยสนามแรกของการแข่งขันจะจัดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเฟ้นหาผู้เล่นฝีมือดีจากทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่ง
depa ESPORTS NATIONAL TOURNAMENT การแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นสุดยอดทีมอีสปอร์ตของ depa ESPORTS TOURNAMENT และได้รับโอกาสในการต่อยอดสู่อนาคต

สำหรับการแข่งขัน depa ESPORTS REGIONAL TOURNAMENT จะจัดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีสนามการแข่งขันใน 8 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดชลบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา และจังหวัดภูเก็ต ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถสมัครและดูรายละเอียดการแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ https://tournament.depaesports.com
โดยรูปแบบการแข่ง depa ESPORTS REGIONAL TOURNAMENT ในครั้งนี้จะใช้ระบบ แพ้คัดออก (Single Elimination) ซึ่งหมายความว่าหากทีมใดแพ้จะต้องออกจากการแข่งขันทันที ทำให้ทุกแมตช์เต็มไปด้วยความเข้มข้นและท้าทาย ผู้เข้าแข่งขันต้องใช้ทั้งฝีมือ กลยุทธ์ และความเป็นทีมเวิร์คในการเอาชนะคู่แข่ง โดยการแข่งขันจะเริ่มต้นจาก รอบออนไลน์ โดยคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมด จนเหลือเพียงผู้เล่นที่ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่ รอบออฟไลน์ ซึ่งจัดขึ้นในแต่ละภูมิภาค และจะทำการแข่งขันจนได้ทีมผู้ชนะในแต่ละสนาม รางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท
โครงการ depa ESPORTS ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีแข่งขัน แต่ยังเป็นโครงการที่มุ่งหวังจะพัฒนาวงการอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนเยาวชน และบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดย ดีป้า ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตกว่า 150,000 คน และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดจนการแข่งขันครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ต้องการแสดงฝีมือและก้าวไปสู่ระดับมืออาชีพ
อย่าพลาด! ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://depaesports.com
ดีป้า จัดใหญ่งาน Thailand Digital IP Forum 2025: Cracking IP Challenges in the AI-Driven World กิจกรรมสัมมนาที่มุ่งเผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล พร้อมส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ตลอดจนประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจดิจิทัลไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานเปิดงาน Thailand Digital IP Forum 2025 ที่มาพร้อมแนวคิด Cracking IP Challenges in the AI-Driven World กิจกรรมสัมมนาที่มุ่งเผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล พร้อมส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ตลอดจนประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ดิจิทัลสตาร์ทอัพ นักลงทุน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท สำนักกฎหมาย ดำเนิน สมเกียรติ และบุญมา จำกัด บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เจทีเจบี อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์เยอร์ส จำกัด บริษัท ดิจิทัล คอร์ปอเรท เมเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ไอแอลซีที จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจดิจิทัลไทย
ผศ.ดร.ณัฐพล เปิดเผยว่า ดีป้า ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดิจิทัลมาโดยตลอด ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการขอรับหรือยื่นจดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล ทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านระบบ PCT เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ดีป้า ได้ดำเนินการจดทะเบียนตราสัญลักษณ์ dSURE สัญลักษณ์แห่งมาตรฐานระดับสากลสำหรับสินค้าหรือบริการดิจิทัลไทย โดยภายหลังจากได้รับการรับรองแล้ว ดีป้า ยังช่วยผลักดันให้เกิดการนำผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลไปใช้ ซึ่งบัญชีบริการดิจิทัลคือ กลไกรวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลไทยที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐาน มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และได้รับการรับรองด้วยตราสัญลักษณ์ dSURE เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ และสามารถต่อยอดสู่ตลาดสากล
จากนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล ได้กล่าวในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยนวัตกรรม AI: ก้าวสู่อนาคตที่พลิกโฉม ว่า ปัจจุบันเทคโนโลนี AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก อ้างอิงข้อมูลจาก Gartner บริษัทชั้นนำของโลกในการทำวิจัยและให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารธุรกิจ โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 โซลูชันจาก Generative AI จะเติบโตถึง 40% ด้วยความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายประโยชน์และสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ ส่งผลให้ AI กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน พลิกโฉมดิจิทัลสตาร์ทอัพและ SMEs ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด สำหรับประเทศไทย การประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงาน Thailand Digital IP Forum 2025 ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ระหว่าง ดีป้า และกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมรับฟังการบรรยายและเสวนาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาระดับแนวหน้าของไทย นำโดย ศ. (พิเศษ) วิชัย อริยะนันทกะ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และที่ปรึกษาสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม (TAI) โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ การแสวงหาประโยชน์ (Exploitation) จาก AI อย่างสมาร์ทบนเส้นทางทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรด้าน AI กับการวางกลยุทธ์เพื่อดึงดูดทุน โอกาสและความท้าทายในการเทรน AI ด้วยข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ ถอดรหัส Generative AI สร้างทรัพย์สินทางปัญญาบุกตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ ระบบ PCT เป้าหมายที่เอื้อมถึงในยุคดิจิทัล และ AI กับการส่งเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ขององค์กรธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานจากผู้ประกอบการด้านดิจิทัลที่ได้รับการส่งเสริมทรัพย์สิน ทางปัญญาด้านดิจิทัล ตลอดจนบูธแสดงผลงานด้าน AI จากหน่วยงานพันธมิตรที่ ดีป้า ให้การสนับสนุน บูธให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัทที่ปรึกษากฎหมายชั้นนำของประเทศ และการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับหรือยื่นจดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล ซึ่งปีนี้ยังคงเปิดรับสมัครบุคคลธรรมดา รวมถึงนิติบุคคล ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนดิจิทัลสตาร์ทอัพที่สนใจถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้
สำหรับผู้ที่สนใจขอรับหรือยื่นจดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงสาระความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล สามารถติดตามรายละเอียด ข่าวสารกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ ได้ทาง www.depa.or.th, Facebook Page: depa Thailand และ LINE OA: @depaThailand