บริษัทเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล (SCG International) จำกัด และบริษัทบิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น (BigBloc Construction) จำกัด ร่วมลงทุนเปิดโรงงานแผ่นผนังมวลเบา (Autoclaved Aerated Concrete Wall) ภายใต้ชื่บริษัทสยาม ซีเมนต์ บิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น เทคโนโลยี ไพรเวท ลิมิเต็ด (Siam Cement BigBloc Construction Technologies Pvt Ltd) โดยเป็นการเปิดตัวโซลูชันผนังด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งแรกในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ภายใต้แบรนด์ 'ZMARTBUILD WALL by NXTBLOC' ซึ่งการร่วมลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 650 ล้านรูปี (285 ล้านบาท) และมีกำลังการผลิตมากถึง 300,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจากนางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณะรัฐอินเดีย เป็นประธาน และนายบัลวันต์ซินห์ ราชปุต รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม MSME รัฐบาลคุชราต ได้ส่งสาส์นมาร่วมแสดงความยินดี รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล และบิ๊กบล็อก คอนสตรัคชัน เข้าร่วมงาน

ในปี 2564-2565 บิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น ได้ร่วมลงทุนทางธุรกิจกับเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแผ่นผนังมวลเบา ในเขตเคดา ใกล้เมืองอาห์เมดาบัด (รัฐคุชราต) โดยบิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น ถือหุ้นร้อยละ 52 ขณะที่เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นร้อยละ 48 นับเป็นการลงทุนครั้งแรกในประเทศอินเดียของบริษัทในเครือเอสซีจี

นายนาเรช ซาบู กรรมการผู้จัดการ บริษัทบิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น จำกัด กล่าวว่า “การร่วมทุนครั้งนี้เป็นมากกว่าความร่วมมือทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและวัฒนธรรม โรงงานนี้ก่อตั้งและเริ่มกระบวนการผลิตในเดือนกันยายน ปี 2566 นำเสนอโซลูชันวัสดุก่อสร้างเพื่อเสริมขีดความสามารถของทั้ง 2 บริษัท พร้อมสร้างการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมแผ่นผนังมวลเบา รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างของอินเดียในอนาคต โดยโครงการดังกล่าวมีศักยภาพที่จะพัฒนากำลังการผลิตเป็น 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปีในระยะที่ 2”

นายอบิจิต ดัตต้า กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้รวมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างที่มีมากกว่าศตวรรษของเอสซีจี และความเข้าใจความต้องการในตลาดท้องถิ่นของบิ๊กบล็อก โดยนำเสนอโซลูชันนวัตกรรมแผ่นผนังมวลเบาจาก 'ZMARTBUILD WALL by NXTBLOC' ที่จะสร้างการเติบโตและความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมก่อสร้างของอินเดีย”

บริษัทเอสซีจี อิเนตอร์เนชั่นแนล จำกัด (SCG International) เป็นผู้นำด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ โดยเริ่มดำเนินการในประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 2561 ผ่านชื่อ ‘เอสซีจี อิเนตอร์เนชั่นแนล อินเดีย’ เน้นธุรกิจวัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และการจัดหาเซรามิกและวัสดุอุตสาหกรรมอื่น ๆ โครงการนี้เป็นการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI) ครั้งแรกในประเทศอินเดีย หลังจากที่ใช้เวลาในการศึกษาตลาดอินเดีย เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล ตัดสินใจร่วมมือกับบริษัท บิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น จำกัด และเลือกรัฐคุชราตเป็นสถานที่แรกสำหรับการลงทุน เนื่องจากมีวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อม รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนในอนาคตของเอสซีจี

บริษัทบิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น จำกัด (BigBloc Construction) ก่อตั้งเมื่อปี 2558 เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่แห่งวงการอิฐมวลเบา (AAC Block) ด้วยกำลังการผลิต 1.075 ล้านตารางเมตรต่อปี โดยโรงงานตั้งอยู่ที่อุมารกอน (วาปิ) และกะพัดวานจ์ (อาห์เมดาบัด) ในรัฐคุชราต และวาดา (ปาลการ์) ในรัฐมหาราษฎระ บริษัทนี้เป็นบริษัทหนึ่งในวงการ AAC ที่สามารถสร้างเครดิตคาร์บอนได้  ทั้งนี้ บิ๊กบล็อก คอนสตรัคชั่น เป็นผู้ผลิตอิฐมวลเบาชั้นนำของอินเดีย จำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ 'NXTBLOC' โดยดำเนินโครงการมากกว่า 2,000 โครงการจนถึงปัจจุบัน และยังมีโครงการอื่น ๆ อีกมากกว่า 1,500 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มีบริษัทที่เป็นลูกค้า ได้แก่ โลธา (Lodha), อดานี เรียลติ (Adani Realty), อินเดียบูลส์ เรียล เอสเตส (IndiaBulls Real Estate), เพรสติช(Prestige), พิรามาล (Piramal), โอเบรอย เรียลติ (Oberoi Realty), เชิร์ก กรุ๊ป (Shirke Group), ชาปูร์จี ปัลลอนจิ กรุ๊ป (Shapoorji Pallonji Group), ราเฮจา (Raheja), พีเอสพี โปรเจคส์ (PSP Projects), แอล แอนด์ ที แอนด์ ซันเทค (L&T, and Sunteck), อินฟราสตรัคเจอร์ เซเธีย ไพรเวทลิมิเต็ด (Infrastructure Sethia Pvt Ltd), ดอสติ กรุ๊ป (Dosti Group), ปัววันการา ลิมิเต็ด (Purvankara Ltd) รวมถึงบริษัทอื่น ๆ

สำหรับการดำเนินการในปี 2566-2567 บริษัทรายงานรายได้จากกิจกรรมการดำเนินงานทั้งหมดที่ 2,432 ล้านรูปี (1,067 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.55 ต่อปี  EBITDA ที่ 561.5 ล้านรูปี (246 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 ต่อปี และ PAT ที่ 306.9 ล้านรูปี (134 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.83 ต่อปี

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของโซลูชันนวัตกรรมแผ่นผนังมวลเบา จาก 'ZMARTBUILD WALL by NXTBLOC' ได้ที่ https://www.zmartbuild.com/in/zmartbuild-wall-panel/

หนุนสังคมแห่งความหลากหลาย ร่วมสร้างสรรค์ทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน

เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าภารกิจพิทักษ์ทะเลเพื่อฟื้นฟูและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้กับระบบนิเวศทางทะเล ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ส่งเสริมด้าน Low Waste & Low Carbon โดยได้ขับเคลื่อน นวัตกรรมเพื่อพิทักษ์ทะเล (Innovation for Better Marine) อาทิ นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ บ้านปลาเอสซีจีซี รวมทั้งได้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย “Nets Up” โมเดลการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อทะเลยั่งยืน เปลี่ยนอวนประมงที่ไม่ใช้แล้ว สู่ Marine Materials วัสดุทางเลือกใหม่จากนวัตกรรมรีไซเคิล 

ในโอกาสวันทะเลโลก (World Oceans Day) ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ปลุกกระแส แก้วิกฤตมหาสมุทร” (Awaken New Depths) SCGC ได้มอบ “ทุ่นกักขยะลอยน้ำโมเดลใหม่ : SCGC - DMCR Litter Trap Gen3” จำนวน 25 ชุด ให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปกักขยะลอยน้ำบริเวณปากแม่น้ำลำคลองสาขาต่าง ๆ ไม่ให้หลุดรอดสู่ทะเล โดยมีพลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รับมอบ ณ Sea Life Bangkok Ocean World สยามพารากอน  ทั้งนี้ SCGC ได้ร่วมกับ ทช. ติดตั้งทุ่นกักขยะลอยน้ำไปแล้วกว่า 47 ชุด ใน 17 จังหวัดชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ สามารถกักขยะได้กว่า 86 ตัน (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2566)

นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาขยะในทะเล เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม SCGC ได้ขับเคลื่อนภารกิจพิทักษ์ทะเลร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึง ชุมชน เยาวชน และพนักงานจิตอาสามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้นำความเชี่ยวชาญมาออกแบบนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ SCGC - DMCR Litter Trap ตั้งแต่ปี 2562 โดยร่วมมือกับสำนักงานบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 และกลุ่มประมงพื้นบ้าน จ.ระยอง สำหรับทุ่นกักขยะลอยน้ำ SCGC - DMCR Litter Trap ที่มอบให้กับ ทช. ในโอกาสวันทะเลโลกปีนี้นั้น เป็นโมเดล Generation ที่ 3 ซึ่งออกแบบโดยเพิ่มประสิทธิภาพ และปรับเปลี่ยนวัสดุใหม่ สามารถลดน้ำหนักทุ่นได้ถึง 50% ประกอบติดตั้งได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง นอกจากนี้ SCGC ยังได้นำทีมพนักงานจิตอาสาร่วมกิจกรรมวันทะเลโลกที่จัดขึ้น ณ จังหวัดระยอง อีกด้วย

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า “องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้กำหนดวันทะเลโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้คนทั้งโลกหันมาใส่ใจร่วมกันอนุรักษ์ท้องทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้จัดกิจกรรมในหัวข้อรณรงค์ Awaken New Depths หรือ “ปลุกกระแส แก้วิกฤตมหาสมุทร” มุ่งเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษยชาติและมหาสุมทร อีกทั้งความรับผิดชอบร่วมกันในการปกป้องระบบนิเวศที่สำคัญ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต พร้อมเผยจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กร และแพร่ความรู้และรณรงค์ส่งต่อไปยังประชาชนทั่วโลกผ่านเครือข่ายต่าง ๆ ซี่งทุ่นกักขยะลอยน้ำดีไซน์ใหม่ นวัตกรรมเพื่อพิทักษ์ทะเลจาก SCGC เป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะทะเลได้ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนที่มหาสมุทรกำลังเผชิญ” 

งานวันทะเลโลก ประจำปี พ.ศ. 2567 จัดขึ้นโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ Sea Life Bangkok Ocean World สยามพารากอน มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่าย สถาบันการศึกษา และประชาชน ร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของท้องทะเล อีกทั้งกระตุ้นจิตสำนึกให้คนทั้งโลกหันมาใส่ใจและร่วมกันอนุรักษ์ท้องทะเลสืบไป

อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีความสำคัญกับประเทศไทย ซึ่งล่าสุดไทยได้ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับที่ 12 ของผู้ส่งออกอาหารของโลก จากข้อมูลของ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่รายงานว่า ในปี 2566 ยอดการส่งออกสินค้าอาหารของไทย มีอัตราเติบโตถึง 3.2% คิดเป็นมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท ส่วนสถานการณ์การส่งออกอาหารในอนาคตมีมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.2% ของอาหารทั้งหมด และคาดว่าในปี 2567 จะมีแนวโน้มที่ดีและคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องด้วย

และด้วยอานิสงส์การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารนี้เอง ที่ทำให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ หรือแพคเกจจิ้ง มีอัตราการเติบโตควบคู่ไปด้วย ทำให้ในปัจจุบันมีการวางแนวทางการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่การออกแบบและการเลือกใช้วัตถุดิบที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายง่าย การเลือกใช้วัสดุ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป รวมถึงการต่อยอดไปถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ในวันนี้ จึงกล่าวได้ว่าทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยได้หมุนไปตามเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับภารกิจ Net Zero Emissions และเทรนด์ความยั่งยืน ดังที่เกริ่นมานี้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้เห็นภาพที่กล่าวมานี้อย่างชัดเจนขึ้น ต้องขอยกตัวอย่างการสร้างสรรค์โซลูชันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ Innovative Solutions for Sustainability ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ผู้ผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งโซลูชันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ SCGP นี้ เปิดตัวแล้วในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจและเสียงตอบรับที่ดีจากผู้บริโภครุ่นใหม่จำนวนมาก

คุณเอกราช นิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กิจการบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูง และ Enterprise Marketing Director บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงโซลูชันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ Innovative Solutions for Sustainability ของ SCGP ว่า  “สำหรับผู้ผลิตสินค้าในยุคนี้ บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อบรรจุสินค้า แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภค ลูกค้าต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้รับ และยิ่งในยุคนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยในการบรรจุอาหารเพื่อบริโภคด้วย”

“SCGP จึงตั้งใจนำเสนอ โซลูชันนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน แก่ลูกค้าและธุรกิจ จากมุมมองของผู้ผลิตที่ใส่ใจรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์องค์รวมของห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์ (Packaging Value Chain) กับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าของลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในกระบวนการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรขั้นสูง ทำให้สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าทุกระดับขณะเดียวกัน SCGP ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายตัวได้ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้”

จากแนวทางที่ชัดเจนนี้เองที่นำมาสู่การออกแบบโซลูชันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ Innovative Solutions for Sustainability ที่ได้มาเปิดตัวในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 โดย คุณเอกราช ได้หยิบเอาไฮไลต์ของ “นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์” ภายใต้แบรนด์ SCGP มาบอกเล่าให้ฟังว่า

"ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2024 เราได้นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ของ SCGP ที่มีความหลากหลาย สอดรับกับเทรนด์และตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเราพร้อมเป็นคู่ธุรกิจที่ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศร่วมกัน"

และตัวอย่างโซลูชันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนภายในงานปีนี้ของ SCGP ได้แก่

  • บรรจุภัณฑ์อาหารประเภท Foodservice จาก Fest by SCGP ที่ตอบโจทย์ความต้องการและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Fest Fresh Pak (Frozen) นวัตกรรมถาดกระดาษสำหรับเนื้อสัตว์แช่แข็ง สามารถใช้งานได้ในอุณหภูมิต่ำถึง -40 องศาเซลเซียส โดยที่บรรจุภัณฑ์ยังคงความแข็งแรงตลอดกระบวนการบรรจุและการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนที่สามารถปลูกใหม่ทดแทนได้อย่างน้อย 94%
  • บรรจุภัณฑ์กระดาษ จาก SCGP ที่มีการนำเสนอโซลูชันช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ เช่น Heat seal-able paper บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible packaging) ผลิตจากกระดาษที่มีคุณสมบัติปิดผนึกได้ด้วยความร้อน สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เป็นทางเลือกของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible packaging) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่รีไซเคิลได้ง่าย หรือทำมาจากวัสดุรีไซเคิล จาก SCGP เช่น บรรจุภัณฑ์ R1+ นวัตกรรม Mono-material flexible packaging ที่ผลิตจากพลาสติกเพียงชนิดเดียว สามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่าย และยังคงคุณภาพและความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน บรรจุภัณฑ์มีคุณสมบัติในการป้องกันการซึมผ่านของอากาศและความชื้น ที่ช่วยปกป้องสินค้าประเภทอาหารได้ดี

นอกจากนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างครอบคลุมแล้ว ภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024 ยังมีโซลูชันด้าน Healthcare จาก SCGP ที่ช่วยควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิตอาหาร และตรวจสอบอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ PATHfinder – Microbiology Contaminants ชุดน้ำยาตรวจเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารและน้ำ และนวัตกรรมที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของ SCGP ที่สามารถผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างแบรนด์ ALMIND by SCGP ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่และลูกน้อย ที่มีความปลอดภัย อ่อนโยน ผ่านการรับรองจากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง

ที่สุดแล้ว คุณเอกราช ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสำคัญที่ SCGP ต้องการจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในอนาคต ในการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจว่า

“เป้าหมายหลักในการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์และโซลูชันด้านต่าง ๆ ในอนาคตของ SCGP จะสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และยังมุ่งเน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายตัวได้ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยในปี 2566 สัดส่วนปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล ใช้ซ้ำ หรือสลายตัวได้อยู่ที่ 99.7% ซึ่ง SCGP ยังคงมุ่งมั่นก้าวต่อไปในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อมุ่งสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด 100% ที่สามารถใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ หรือสลายตัวได้ ภายในปี 2573 ต่อไป

X

Right Click

No right click